วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เปิดบ้านมาม่า เรือนไทยในขุนเขา อ.ปากช่อง โคราช


เมื่อเดือนที่แล้วผมถูกว่าจ้างให้ไปถ่ายภาพบ้านหลังหนึ่งในอำเภอปากช่อง เพื่อนำไปตีพิมพ์ใน K Magazine ซึ่งเป็นนิตยสารแจกฟรีในแดนดินถิ่นอีสานใต้ แรกเริ่มไม่รู้ว่าเป็นบ้านใคร ไม่รู้ว่าบ้านมีรูปลักษณะใด แต่เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าเป็นบ้านเรือนไทย ที่สำคัญเป็นบ้านพักของคนในตระกูลมาม่า ใช่ครับ บะหมี่สำเร็จรูปมาม่าที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีนั่นเอง


ส่วนพักผ่อนเรือนคุณพ่อ (ทางเดินเชื่อมห้องนอน+ห้องน้ำ)


เรือนไทยประยุกต์ของคุณพ่อ มีระเบียงกว้างโอบล้อม 3 ด้าน

เป็นที่ทราบกันดีว่าเรือนไทยนั้นสวยคลาสสิค มีประวัติคู่แผ่นดินไทยมาเนิ่นนาน โครงสร้างสถาปัตยกรรมเรือนไทยเริ่มชัดเจนเป็นเอกลักษณ์ตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา โดยแบ่งเป็นเรือนภาคกลาง เรือนล้านนา เรือนภาคใต้ เรือนภาคอีสาน ซึ่งการแบ่งเรือนออกตามภูมิภาคดังนี้หมายถึงเรือนแต่ละชนิดเอื้อต่อการอยู่อาศัยตามสภาพภูมิอากาศซึ่งแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ส่วนใครจะชอบเรือนแบบใด ลักษณะใด อันนี้ขึ้นอยู่ที่รสนิยม สำหรับเรือนไทยที่ผมถ่ายลงในคอลัมน์ Life and Décor (K Magazine) เลือกเรือนไทยภาคกลาง แต่เป็นเรือนไทยประยุกต์ที่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและความเป็นไปในปัจจุบัน


ของตกแต่งบนเรือนหมู่ยังเป็นแบบนิยมไทย

บนเนื้อที่กว้างกว่า 3 ไร่ ณ แนวขุนเขาดงพญาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ปรากฏบ้านเรือนไทย 3 หลังเรียงรายอยู่ในหมู่ไม้นานาพรรณ พันธุ์ไม้ที่ปรากฏให้เห็นตั้งแต่รั้วบ้านไปถึงด้านในเริ่มตั้งแต่ไม้น้ำดอกงามอย่างบัวสายหลายสี ไม้ไทยดอกหอมและไม้กลีบสวยหลากชนิดเริ่มจากดอกแก้ว โมกข์ พวงคราม ชบา ชงโค ฯลฯ ส่วนไม้ดินถิ่นอีสานที่เราเรียกว่า “กระเจียว” กำลังบานได้ที่ (งามได้ถ้วย) เบ่งบานต้อนรับม่านฝนบนขุนเขาราวดวงดาวผุดพราวบนที่ดอน นอกจากนั้นยังมีไม้เลื้อย ไม้ยืนต้น ไม้ผล ไม้คลุมดิน พันธุ์ไม้มากมายจารนัยกันไม่หมด ถ้าจะดูให้ถี่ถ้วนผมว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 วันถึงจะครบครับ

สำหรับตัวบ้านแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ
บ้านหลังแรกเป็นบ้านเรือนไทยหลังเดี่ยวยกพื้นสูง มีลักษณะเป็นบ้านไทยทรงสอบ จั่วแหลมแบบเรือนภาคกลางแต่ยกพื้นสูงเหมือนบ้านไทยอีสาน บ้านหลังนี้เป็นที่พักอาศัยของคุณพ่อ


บ้านไทยประยุกต์แบบเรือนเดี่ยวชั้นเดียวยกพื้นสูงของคุณพ่อ (หลังแรก)


ส่วนพักผ่อนเรือนคุณพ่อ


ทัศนียภาพภายในห้องนอนเรือนคุณพ่อ


ห้องทำงานซ่อนอยู่ในห้องนอน (เรือนคุณพ่อ)


ห้องน้ำในเรือนคุณพ่อออกแบบได้ดีมาก ประโยชน์ใช้สอยครบครัน


ผ้าม่านปักลายกระต่าย (ประจำปีเกิดคุณพ่อ) เป็นผ้าม่านเรียบง่ายแบบไทยๆ ไปกันได้ดีกับตัวบ้าน


บ้านหลังที่สองเป็นบ้านไทยหลังเดี่ยวชั้นเดียว คือตัดทอนใต้ถุนออกหมด ทำเป็นบ้านชั้นเดียวแต่ยังคงความเป็นเรือนไทยไว้ได้ดีมาก เรือนหลังนี้เป็นที่พักของคุณแม่


เรือนคุณแม่เป็นเรือนไทยประยุกต์ชั้นเดียว


ทางเชื่อมเรือนคุณพ่อกับเรือคุณแม่ เป็นทางสำหรับวีลแชร์ในอนาคต


สวนหน้าบ้านพ่อ ส่วนใหญ่พันธุ์ไม้ที่เลือกนำมาปลูกเป็นไม้ไทยเกือบทั้งหมด 
มีไม้นอกแซมแทรกบ้างเพียงเล็กน้อย


บ้านหลังสุดท้ายเป็นเรือนไทยแบบเรือนหมู่ซึ่งดูเป็นเรือนไทยภาคกลางมากที่สุด เรือนหมู่หลังนี้เป็นที่พักของดร.พจนี พะเนียงเวทย์ และเครือญาติ ใครไปใครมาต้องมารวมกันที่เรือนหลังนี้


ทัศนียภาพเรือนหมู่ (หลังที่สาม)


มุ้งกับเรือนไทยในห้องนอนเรือนหมู่ (หลังที่สาม)

เรือนทั้งหมดก่อสร้างด้วยไม้สักทอง ฝีมือช่างจากเมืองเก่าอยุธยา ส่วนสถาปนิกมาจากสถาปนึก คือเจ้าของบ้านช่วยกันร่วมคิด คิดจากแบบเดิมแล้วนำมาปรับประยุกต์ให้เข้ากับตัวเอง ที่เห็นได้ชัดในการปรับคือหน้าต่างไม้กรุกระจก เรือนยกสูงกว่าเรือนไทยภาคกลาง ฝาปะกนยังคงอยู่แต่บางส่วนใช้กระจกใสแซมแทรกทำให้แสงสว่างจากภายนอกสาดเข้ามาได้โดยสะดวก ส่วนเพดานนั้นสูงกว่าเรือนไทยแบบเดิมอย่างเห็นได้ชัด อันนี้ดีตรงที่ทำให้บ้านโปร่งสบาย อากาศถ่ายเท ลมพัดผ่านโดยสะดวก ซึ่งตัวเรือนเขาออกแบบให้มีแอร์คอนดิชั่นแต่ในความเป็นจริงแทบไม่ต้องใช้แอร์ฯเลย เหตุเพราะบ้านอยู่บนเนินเขา หน้าต่างบานกว้างช่วยรับลมจากทุกทิศทาง ถ้าเปิดหน้าต่างให้หมดจะมีลมพัดเข้ามาสม่ำเสมอ 


หน้าต่างบานใหญ่ทำให้ลมพัดผ่านโดยสะดวก


ผนังบ้านยังยึกรูปแบบฝาปะกนแต่ประยุกต์ด้วยการนำกระจกเข้ามามีส่วนร่วม 
ทำให้แสงสว่างจากภายนอกสาดเข้าสู่ภายในโดยสะดวก ช่วยทำให้บ้านโปร่งขึ้น


ส่วนสุดท้ายที่ต่อเติมเข้ามาคือทางไม้ลาดลงจากเรือนคุณพ่อไปหาเรือนคุณแม่ ตรงจุดนี้ดีไซน์เผื่ออนาคต ตอนมีอายุมาก คือเป็นทางสำหรับรถวีลแชร์ใช้ขึ้นลงเรือน

สิ่งที่ผมชอบบ้านเรือนไทยกลุ่มนี้คือการวางแปลน การออกแบบให้เหมาะกับบริบทและการเลือกช่าง เจ้าของบ้านเลือกช่างจากเมืองเก่าอยุธยา เป็นทีมช่างสุดยอดฝีมือทีมหนึ่ง จะหาช่างที่ไหนที่ใช้วิธีการเข้าลิ่มในยุคนี้..น้อยเต็มที ที่สำคัญบ้านทุกหลังมีพันธุ์ไม้นานาโอบกอดตัวบ้านรวมทั้งเวลายืนอยู่บนระเบียงจะพบทัศนียภาพขุนเขากว้างไกลและสวนผลไม้ในบริเวณนั้นด้วย


ดอกกระเจียวแบ่งบาน


พวงคราม


ชงโค

ทั้งหมดที่กล่าวมาแต่ต้นคือภาพส่วนหนึ่งของบ้านเรือนไทยในหุบเขาของครอบครัวที่อบอุ่น เป็นบ้านเพื่อการพักผ่อนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เป็นบ้านที่สร้างมาเพื่อให้ทุกคนหยุดเวลาแล้วมาอยู่รวมกันในวันอันเปี่ยมสุข ท่ามกลางอ้อมกอดธรรมชาติอันพิสุทธิ์ ทั้งยังเป็นตัวอย่างหนึ่งในการเก็บรักษาบ้านเรือนไทยไว้ให้ลูกหลานได้ชื่นชมและศึกษา หากกล่าวว่านี่คือมรดกทางสถาปัตยกรรมชิ้นหนึ่งคงไม่ผิดนัก

ขอขอบคุณดร.พจนี พะเนียงเวทย์และครอบครัวที่เห็นความสำคัญของบ้านไทย รักษ์บ้านไทย นิยมเรือนไทย ได้เก็บรักษาไว้ให้คนไทยภาคภูมิใจในความเป็นสถาปัตยกรรมไทยต่อไปครับ


ดอกบัวหลากสีไปได้ดีกับบ้านเรือนไทย 


ศาลพระภูมิเรือนไทย



(เสียดายรายละเอียดบ้านมากมายแต่ผมมีเวลาชื่นชมเพียงน้อยนิด)

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ศูนย์พฤกษศาสตร์สิริกิตติ์ ระยอง ป่าดึดำบรรพ์



ทุ่งหญ้าลอยน้ำอันยิ่งใหญ่ (ใหญ่ในใจไม่ได้ใหญ่ด้วยพื้นที่)

ทุ่งหญ้าลอยน้ำแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ความดูแลของศูนย์พฤกษศาสตร์สิริกิตติ์ จังหวัดระยอง เราเรียกหญ้าบนทุ่งแห่งนี้ว่า "หญ้าหนังหมา" เวลาย่ำเดินพื้นจะหยืดหยุ่นและโยกเยกเล็กน้อย แต่ถ้ายืนอยู่บนจุดเดียวหลายๆ คนมันจะยุบลงไปทำให้เท้าเปียก เนื่องมาจากน้ำหนักรวมอยู่ในพื้นที่เดียวกันนั่นเอง

ทุ่งหญ้าลอยน้ำแห่งนี้เป็นทุ่งหญ้าบนผืนน้ำที่งดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย อยู่ใกล้กรุงเทพฯ คนไปเยือนน้อยเพราะไม่รู้จัก มันจึงเงียบ สงบ งาม เหมาะกับการเดินทางไปท่องเที่ยวเชิงศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

ทุ่งหญ้าหนังหมาเป็นทุ่งที่สวยงามตลอดทั้งวัน ยามสายลมพัดผ่่านมันเอนไหวรางเริงระบำ สวยพิสุทธิ์ยิ่งนัก หากมาในช่วงเย็นจะพบดวงตะวันหายลับไปกับขุนเขา หายลับไปกับร่างเงาต้นหญ้า งามตาพาให้งามใจ

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558

รายงานการประกวดภาพถ่าย "หลงรักวิถีไทย"



ประกาศผลโครงการประกวดภาพถ่าย
ปีท่องเที่ยววิถีไทย ๒๕๕๘ : 2015 Discover Thainess
หัวข้อ “หลงรัก…วิถีไทย : Discover Thainess Photo Contest”

ตามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดโครงการประกวดภาพถ่ายปีท่องเที่ยววิถีไทย ๒๕๕๘ : 2015 Discover Thainess โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดความสนใจในการเดินทางท่องเที่ยวและบันทึกภาพเก็บไว้ในความทรงจำ โดยสามารถนำภาพดังกล่าวไปเผยแพร่อีกด้วย นับเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น โดยมุ่งเน้นให้การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ตลอดจนปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตแบบไทย เพื่อสนับสนุน “ปีท่องเที่ยววิถีไทย ๒๕๕๘  : 2015 Discover Thainess” นั้น

การประกวดภาพจัดแบ่งออกเป็น 4 ภาค ภาคละ 12 รางวัล คือรางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล รางวัลรองชนะเลิศ 1 รางวัล และรางวัลชมเชย 10 รางวัล


ประเภทที่ 1 ภาคใต้


                              รางวัลชนะเลิศ ชื่อภาพงานเมาลิดกลาง มัสยิดกลาง จังหวัดกระบี่ 
                               ถ่ายภาพโดย : สถิต ขาวผ่อง



                                             รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ชื่อภาพ แกะหนังลุง 
                                             ภาพโดย : สันติ เศษสิน


 ประเภทที่่ 2 ภาคอีสาน


                                                 รางวัลชนะเลิศชื่อภาพ ตะไลล้าน 
                                                 ภาพโดย : ประยนต์ ช่างเกวียน


                                             รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ชื่อภาพ ไฟแห่งศรัทธา 
                                              ภาพโดย : ณภัทร ศรีนามฉ่ำ


ประเภทที่ 3 ภาคเหนือ


                                                     รางวัลชนะเลิศ ชื่อภาพ อธิษฐาน 
                                                     ภาพโดย : สรณะ เรืองวิทยากุล


                        รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ชื่อภาพ รอยอดีตยินดีตอนรับสู่นครหริภุญชัย 
                        ภาพโดย : วินนิวัตร ไตรตรงสัตย์


ประเภทที่ 4 ภาคกลาง



                                                   รางวัลชนะเลิศ ชื่อภาพตลาดน้ำวิถีไทย 
                                                     ภาพโดย : หรรษา ตั้งมั่นภูวดล


รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ชื่อภาพ สีสันอุโมงว่าว 
ภาพโดย : กิตติพงศ์ ก้อนกลิ่น


การชมภาพจากงานประกวดภาพถ่ายก่อประโยชน์หลายข้อ อาทิ รื่นรมย์ รู้จักโลก  สุขงานสวย เสพงานศิลป์ และอีกข้อที่ขาดเสียมิได้คือวิจารณ์

คำวิจารณ์มีดีอยู่อย่างหนึ่งคือได้แสดงออกซึ่งความคิดเห็น (ต้องวิจารณ์แบบไม่เข้าข้างใครถึงจะสนุก) แม้ทราบดีว่าคำตัดสินของคณะกรรมการเป็นที่สิ้นสุด แต่คนถ่ายภาพ คนดูภาพก็ยังวิจารณ์อยู่ดี หนึ่งในนั้นมีผมรวมอยู่ด้วย

เมื่อก่อนผมวิจารณ์งานในฐานะช่างภาพ คนวางกติกาการให้คะแนนกรรมการตัดสิน เคยจัดงานประกวดหลายครั้ง รวมถึงเคยแสดงงานของตัวเองด้วย ส่วนงานภาพจากงานประกวดครั้งนี้ผมเปลี่ยนไป ผมไม่วิจารณ์ในฐานะดังกล่าว แต่วิจารณ์ในฐานะผู้ชม (ดีกว่าเยอะเลย)

งานที่เข้ารอบมาทั้งหมด 48 ชิ้น ผมชอบหลายชิ้น ที่ชอบและคาดเดาเข้าป้ายเป็นผู้ชนะเลิศและรองสองสามชิ้น ส่วนที่ดูแล้วเฉยๆ ก็มีเข้าป้ายชนะเลิศและรองชนะเลิศเหมือนกัน

มีภาพหนึ่ง ผมชอบมาก ภาพนี้ได้รางวัลชมเชย (ภาคกลาง) ผมชอบเพราะคิดว่าใช่ ใช่แบบใช่เลย หมายถึงใช่ตามหัวข้อที่กำหนดไว้ คือหลงรักวิถีไทย นอกจากใช่ ผมยังยิ้มทุกครั้งเมื่อเห็นภาพนี้

คน ไก่ คันนา ท้องฟ้า วิถี
เป็นภาพที่น่ารักมากครับ



รางวัลชมเชยภาคกลาง ชื่อภาพ หิว 
ภาพโดย : Dilok Tamjaipuan


ภาพเกือบทั้งหมดที่ผ่านการคัดเลือกเป็นภาพสีเสียเป็นส่วนใหญ่ (สดใส) จะมีที่หม่นๆ เหงาๆ กับขาวดำหลุดมาบ้าง คือสองภาพนี้ครับ



รางวัลชมเชย (ภาคใต้) ชื่อภาพ บางเวลา 
ภาพโดย : จีระศักดิ์ ซุ่นไร้



รางวัลชมเชย (ภาคใต้) ชื่อภาพ คนเล

ภาพทั้งหมดจัดแสดงที่อาคารสำนักงานใหญ่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ ในวันที่ 2 กันยายน 2558 ใครว่างไปชมกันได้ งานสวยบันเทิงใจดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ความฝันเมื่อวันวาน SWASDEE THAILAND



เมื่อคืนผมฝันว่าได้ทำนิตยสารเล่มใหม่ เป็นนิตยสารแจกฟรี (Freecopy) เนื้อหามุ่งเน้นไปที่คนแบกเป้เที่ยวหรือที่เราเรียกกันติดปากว่าแบคเพ็กเกอร์ เป็นคนแบกเป้ในกลุ่ม B ถึง B+ ชอบการเดินทาง ชอบการผจยภัย ชอบเดินป่า ศรัทธาเสียงน้ำตก กางเต็นท์ริมเล แกว่งเปลริมชายหาด หรือนอนพักในบ้านแบบถูก เท่ ทันสมัย ในราคาเบาๆ

ในฝันมีคำถามวกไปเวียนมามากมาย จำได้บ้างไม่ได้บ้าง พยายามนั่งทวนฝันแต่มันหายไปหลายส่วน
ด้วยฝันหายแบบนี้ ผมมีคำถามถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ว่า
1.ถ้าได้หยิบจับขยับอ่าน เราอยากได้อะไรใน Freecopy เล่มนี้ (หมายถึงคอลัมน์อะไร แบบไหน)"
2.แหล่งท่องเที่ยวแบบไหนที่คุณต้องการ
3.มีอุปสรรคอะไรไหมที่ขวางกั้นการเดินทาง เช่น วันเวลา สตางค์ เพื่อน


ช่วยผมต่อฝันหน่อยนะ คืนนี้ผมจะฝันต่อ

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ภูเรือ รอยหลงในดงป่า ตามหาอดีตเมื่อ 20 ปีที่แล้ว


อำเภอภูเรือยามเช้า เดือนกันยายน ปี 2538 ชายหนุ่มร่างบางเล็กแบกเป้ฝ่าฝนเข้าไปหลบอยู่ใต้ชายคาร้านเสน่ห์ไก่ย่าง หลังทักทายแบบไทยๆ (ไปมาลาไหว้) เสร็จสรรพ เขาเริ่มเล่าเจตนาในการเดินทางมาภูเรือให้เจ้าของบ้านฟังว่าต้องมาถ่ายภาพเพื่อเอากลับไปเขียนและตีพิมพ์ในนิตยสาร Flowers ต้องเหมารถขึ้นไปบนภูเรือและต้องเดินป่า สุดท้ายได้ความว่าเจ้าของร้านอาสาขึ้นไปส่งบนยอดภู แล้วจะมารับตามเวลาที่นัดหมาย โดยขอค่าใช้จ่าย (ค่าน้ำมัน) เป็นเงินจำนวน 200 บาท เขาคิดในใจว่านั่นคือข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมที่สุด หลังจากนั้นจึงออกเดินทาง


น้ำตกหินสามชั้น


ระหว่างทางพบความหลากของพันธุ์พืช

เขาแวะที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 1 หรือที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูเรือเพื่อแจ้งการมา ขอแผนที่ในการเดินป่า เจ้าหน้าที่ถามและบอกเขาว่า “แน่ใจเหรอ ช่วงนี้ฝนหนัก ตกไม่หยุด ทางบางเส้นอาจปิดตัวเองด้วยต้นไม้ใบหญ้า เดินลำบากนะ”

“ไม่เป็นไรครับ ถ้าไม่ไหวก็ไม่เดิน ขอบคุณมากครับ”  
เขาตอบไปอย่างนั้น ความจริงรู้ดีว่าถึงอย่างไรก็ต้องไป นี่ไม่ใช่เรื่องเที่ยวแต่เป็นเรื่องงาน


ธารน้ำเลิศพบ

เจ้าของร้านไก่ย่างส่งเขากลางฝนบนยอดภู นัดหมายให้มารับราวเที่ยงๆ บ่ายๆ  จากนั้นจึงจากไป

เขาหมุนตัวไปรอบๆ มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากหมอกฝนกับเงาสนเรียงราย บอกตัวเองเบาๆ ว่า "อย่าคาดหวังได้ดื่มแสงอาทิตย์ อย่าได้คิดดื่มด่ำภาพทิวทัศน์ขุนเขา" 
จุดชมวิว “ผาโหล่นน้อย” และ “ยอดภู” ขาวโพลนไปหมด มองไม่เห็นอะไรเลย


ม่านหมอกปกคลุมผืนป่า

เขาออกเดินฝ่าฝนไปบนทางถนนกระทั่งไปถึงแค้มป์ 2 หรือศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2 ได้พบเจ้าหน้าที่หนุ่ม พร้อมๆ คำถามและเสียงเตือน “จะไปไหน ฝนตกอันตรายนะ”

“ไปถ่ายภาพน้ำตกสามชั้นครับ” เขาตอบ

“ถ้าไปแค่นั้นได้ แต่ถ้าลึกกว่านั้นอย่าเลย ฝนตกป่ามันปิด” เขาเตือนอีกครั้ง ก่อนหลบฝนเข้าไปในบ้านพัก


(ภาพบน) ธารน้ำลาดหินแตก 1 สิงหาคม 2558
(ภาพล่าง) ธารน้ำลาดหินแตก กันยายน 2538 
เวลาต่างกันถึง 20 ปี 
ภาพนี้ตีพิมพ์ใน Flowers Magazine ประจำเดือนตุลาคม 2538


ชายผู้ดื้อดึงจากเมืองหลวงก้าวเท้าผ่านป่าสน ดั้นด้นไปข้างหน้าราวมันคือจุดสำเร็จของชีวิต 

หลังจากนั้นเขาได้พบอะไรมากมาย เริ่มจากลื่นล้มบนทางเดิน กล้องกับตัวไถลล้มจมน้ำ ต้องพึ่งเถาวัลย์เดินข้ามห้วยในช่วงน้ำเชี่ยวกราก สุดท้ายเดินหลงออกนอกเส้นทาง กว่าจะกลับมาได้เล่นเอาท้อ ท้อเพราะมันหนักหนาเกินไป ท้อเพราะไม่มีใครบนภูเรือเลย  เป็นนักท่องเที่ยวคนเดียวในป่า ไม่มีสหายกลางพนา (บางแว้ป) ไม่มีศรัทธาหลงเหลืออยู่ในหัวใจ นอกจากไม่เหลือ บางจังหวะยังกลัว หวาด และหวั่น หวั่นไหวในความเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ช่วงนั่งหลบฝนใต้ต้นไม้ใหญ่ยังอดถามตัวเองไม่ได้ว่า “มาทำไม มาทำอะไรที่นี่”


เห็ด ผู้ย่อยสลายซากกิ่งไม้ หนึ่งในดรรชนีชี้วัดความชุมชื้นของผืนป่า


ธารน้ำลาดเหมือดแอ ภาพนี้บันทึกเมื่อเดือนกันยายน ปี 2538 
จุดนี้เป็นรอยจำเพราะล้มและลื่นไถล (ทั้งคนทั้งกล้อง) 
ภาพนี้ตีพิมพ์ใน Flowers Magazine ประจำเดือนตุลาคม 2538

1 สิงหาคม 2558 เวลาผ่านไป 20 ปี เขากลับมาอีกครั้งด้วยความตั้งใจเดิม กลับมาเดินบนรอยเดิม เดินซ้ำที่เดิม ที่ๆ เคยสั่งสอนเขาไว้หลายอย่าง ความต่างระหว่างครั้งนี้กับครั้งก่อนคือเจตนา ครั้งที่แล้วเกี่ยวกับงานอย่างเดียว ครั้งนี้เที่ยวด้วยงานด้วย ครั้งที่แล้วประมาท ครั้งนี้พลาดไม่ได้ ครั้งนั้นไม่ได้นึกถึงความสุข ครั้งนี้สนุกตั้งแต่เริ่มวางแผน


มอสบนขอนไม้ ผู้บ่งชี้ความชุมชื้นของผืนป่า

การเดินป่าภูเรือมีให้เลือกหลายเส้นทาง ทางที่ผมเลือกวันนี้คือทางเดิน 6.5 กิโลเมตร จากแค้มป์สองสู่แค้มป์หนึ่ง ซึ่งแบ่งทางเดินออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 จากแค้มป์สองถึงน้ำตกห้วยไผ่ ระยะทาง 4.5 กิโลเมตร ระยะที่ 2 น้ำตกห้วยไผ่ถึงแค้มป์หนึ่ง ระยะทาง 2 กิโลเมตร 

วันนี้ฝนตกเบาๆ ภูเรือเต็มไปด้วยม่านหมอก เมื่อสัมผัสบรรยากาศโดยรอบทำให้อดีตย้อนกลับมา มองเห็นภาพเมื่อ 20 ปีก่อนเด่นชัดราวเพิ่งผ่านมาแค่สองสามวัน


ไผ่วัยชราล้มระเกะระกะขวางทาง บางทีต้องมุด ข้าม หรือหลบเลี่ยง เบี่ยงไปอีกทาง 
(ทางไปน้ำตกห้วยไผ่)

เส้นทางดังกล่าวมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย อาจแบ่งได้ง่ายๆ คือพรรณไม้กับสายน้ำ  

ฝั่งซ้ายของสายน้ำเป็นป่าโปร่ง ต้นไม้ที่พบเห็นมีต้นสน เหียง และไผ่ ส่วนฝั่งขวาเป็นป่าดิบ ไม่ได้เปิดเส้นทางให้นักท่องเที่ยวเดิน

ส่วนสายน้ำมีน้ำตกขนาดเล็กเรียงรายอยู่จำนวนหนึ่ง เช่น น้ำตกสามชั้น น้ำตกเลิศพบ ธารน้ำลาดหินแตก ธารน้ำลาดเหมือดแอ ส่วนสุดท้ายเป็นน้ำตกขนาดกลางซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ของการเดินป่าเส้นนี้ “น้ำตกห้วยไผ่”


(ภาพบน+ล่าง) ธารน้ำกว้าง ขวางกั้นทางเดิน ต้องข้ามธารนี้ก่อนไปพบน้ำตกห้วยไผ่ 
ช่วงฝนตกหนักน้ำเชี่ยว เต็มลำธาร การข้ามต้องระมัดระวังเป็นที่สุด 
เมื่อ 20 ปีก่อน (ตอนนั้น) ต้องใช้เถาวัลย์ช่วยจึงปลอดภัย


การเดินคราวนี้ไม่ต่างจาก 20 ปีที่แล้ว หน้าฝนเดินยาก ทางลื่น เส้นทางบางช่วงถูกพันธุ์ไม้ปกปิด ต้องตั้งสติ ต้องพิจารณาดูทิศทางให้ดี ไม่งั้นหลงชัวร์ โดยเฉพาะในหลายๆ ช่วงต้องมุด ลอด ข้าม และเลี่ยงป่าไผ่ที่ล้มลงมาตามอายุขัย

ใครบางคนอาจมีคำถามว่า มาทำไม? ไปเฮ็ดหยัง? ต้องตอบว่าการเดินป่าหน้าฝนสำหรับผมคือความสุข สุขที่ได้พบความชุ่มชื้น สุขที่ได้พบความงามอันพิสุทธิ์  สุขที่ได้เห็นพันธุไม้งอกงามตามวัฏธรรมชาติ แม้ช่วงนี้ไม่มีดอกไม้ให้ยลมากนัก หาก มอส ตะไคร่ ไลเคน เฟิร์น เห็ด พาใจให้เบิกบานได้เช่นกัน ที่สำคัญ อย่างที่บอกในตอนต้น ผมมาตามหาอดีต เป็นอดีตที่ผมจดจำตลอดมา


มอส-เฟิร์นบนโขดหิน ริมธารน้ำตกห้วยไผ่

สำหรับผู้ที่สนใจเดินป่าภูเรือเส้นนี้ ผมแนะนำให้มาเดินช่วงตุลาคม ช่วงนั้นฝนน้อยลง น้ำในลำธารเยอะขึ้น (น้ำใสกำลังงาม)  มีดอกไม้บานเต็มภู ส่วนถ้ามาเที่ยวช่วงเดือนธันวาคม ช่วงนั้นกล้วยไม้เริ่มตกดอก เริ่มมีนกอพยพบางชนิดหนีหนาวมาจากแดนไกล พวกมันมาอาศัยพักในป่าแห่งนี้ชั่วคราว และที่ดีมากคือทางเดินสะดวกกว่าช่วงนี้ครับ

ครั้งนี้การเดินทางเป็นไปด้วยดี ป่าภูเรือยังต้อนรับผมด้วยอัธยาศัยไมตรีดีดุจเดิม คือมีทั้งโหดน้อยๆ เหนื่อยบางๆ หอบเบาๆ แต่ทั้งหมดทั้งมวลมีเงาความงามปกคลุมไปทั่ว ซึมซับความรู้สึกซาบซึ้งอารมณ์และหัวใจ กลับมาซ้ำครั้งนี้ไม่มีวันลืมครับ


น้ำตกห้วยไผ่
หมายเหตุ

-           อุทยานแห่งชาติภูเรือ อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย นักท่องเที่ยวที่มีรถยนต์ส่วนตัวสามารถขับขึ้นไปบนจุดจอดรถใกล้ๆ ผาโหล่นน้อยแล้วเดินเท้าไปบนยอดภูเรือได้โดยสะดวก ส่วนนักท่องเที่ยวแบบแบกเป้ มีรถสองแถวบริการที่ตลาดสด ค่าบริการขึ้นอยู่กับการเดินทางใกล้ไกล แต่ทั้งหมดมีราคากลางกำหนดไว้แล้ว กรณีที่ผมขึ้นไป ผมให้มารับตอนตีห้า ขึ้นไปส่งบริเวณผาโหล่นน้อย แล้วกลับมารับอีกทีตอนเที่ยง ค่าบริการอยู่ที่ 700 บาท ส่วนที่พักบนภูเรือ (ของอุทยานฯ) มีบ้านพักและที่กางเต็นท์ 2 จุด คือบริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 1 (แค้มป์ 1) และศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2 (แค้มป์ 2) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่อุทยานแห่งชาติภูเรือ จังหวัดเลย

-           ท่านที่ไม่คุ้นป่าอย่าทำเก่งเดินคนเดียวเพราะหลงได้ง่าย ควรมีเพื่อนเดินหรือเดินกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ผู้ที่เดินเองกรุณาศึกษาเส้นทางให้รอบคอบ

- ภูเรือมีรีสอร์ตที่พักหลายดีไซน์ หลายราคา หลายระดับ แล้วแต่ความชอบ ฤดูกาลท่องเที่ยวเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมไปถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงที่คนเยอะที่สุดคือช่วงเดือนพฤศจิกายน ธันวาคมและมกราคม 

-           การเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้ถนนหมายเลข 1 กรุงเทพฯ-สระบุรี-ลพบุรี แล้วเปลี่ยนมาใช้ถนนหมายเลข 21ลพบุรี-เพชรบูรณ์ จากนั้นเปลี่ยนมาใช้ถนนหมายเลข 203 หล่มสัก-หล่มเก่า-ด่านซ้าย-ภูเรือ นักท่องเที่ยวแบบแบกเป้สามารถเดินทางด้วยรถทัวร์ปรับอากาศที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 บริษัทเพชรทัวร์+เพชรประเสริฐทัวร์ เป็นรถปรับอากาศ 2 ชั้น แนะนำให้นั่งชั้นล่างแต่หลีกเลี่ยงการนั่งเบาะ 3 C+3D เบาะปรับเอนได้น้อยมาก (เกือบไม่ได้) เพราะติดห้องน้ำ