วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แม่แจ่ม มีอะไร ทำไมต้องไป (30 เฟรม)


เมืองแม่แจ่ม นาขั้นบันไดเปลี่ยนแปลงไปหรือคงอยู่

นาขั้นบันไดกระจายตัวจากเชิงผาลงมาสู่ตีนเขา ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน สำหรับในพื้นที่เขาอื่นๆ อาจมีอยู่บ้างแต่ไม่เหมือนที่เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพราะเป็นขั้นบันไดที่ไม่สูงมากนัก



ทัศนียภาพผืนนาขั้นบันไดบ้านนายาว (ก่อนขึ้นดอยไปเจอนาบ้านบงเปียง)


นาชั้นบันไดที่มีชื่อเสียงในวงกว้างช่วงสี่ห้าปีมานี้หนีไม่พ้นนาขั้นบันบ้านบงเปียง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะบ้านบงเปียงเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่เหนือขึ้นไปบนยอดดอย สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปแทบไม่มีพื้นราบ ดังนั้นการทำเกษตรกรรมจึงทำกันตามลักษณะพื้นที่ คือไล่เรียงลงมาจากภูไล่เรียงลงไปสู่หุบเขาเบื้องล่าง


นากลางเมืองแม่แจ่ม

แต่เดิมพื้นที่บริเวณนี้ไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ นอกจากกระท่อมกลางนา (เถียงนา, ขนำ) กระท่อมขนาดเล็กที่ใช้สำหรับพักจากกิจกรรมทำนาซึ่งมีอยู่สี่ห้าหลัง บ้านพัก แต่ล่าสุดมีการปลูกสร้างบ้านพักขึ้นกลางนาเพื่อ (อ้างว่า) อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากแดนไกล โดยเขาเรียกบ้านพักนี้ว่า “โฮมสเตย์” ซึ่งดูเหมือนไม่ตรงความหมายมากนัก คือโฮมสเตย์ที่แท้จริงเราต้องไปอยู่กินกับชาวบ้าน เรียนรู้วิถีชาวบ้านตั้งแต่ตื่นยันหลับ ถ้าเป็นโฮมสเตย์ชาวนาก็ออกไปทำนา ดูแลนากับชาวบ้าน ถ้าเป็นชาวสวนก็ออกไปดูแลผลหมากรากไม้กับชาวสวน ถ้าเป็นชาวประมงก็ออกเรือไปกับชาวเล 



นาข้าวบ้านบนนา+เมืองแม่แจ่ม

การปลูกสร้างบ้านพักกลางนาแห่งใหม่ที่บ้านบงเปียงหากมองในเชิงท่องเที่ยวเข้าใจว่าน่าส่งเสริม แต่ทั้งนี้ต้องดูว่าจะควบคุมจำนวนบ้านพักเหล่านี้กันอย่างไร คือมีความเป็นห่วงจากผู้หลงใหลนาขั้นบันไดว่าถ้าปีหน้ามาอีกครั้งแล้วในนามีบ้านพักเต็มไปหมดอาจทำให้ทัศนียภาพเปลี่ยนไป เสน่ห์คงหดสั้นลง แต่ผมยังเชื่อว่าชาวบ้านคงมีทางออกที่ดี และที่เห็นว่าดีคือทำโฮมสเตย์จริงๆ บริเวณนี้ทำได้สองจุดคือบริเวณหมู่บ้านตีนผากับหมู่บ้านบงเปียง หรือถ้าจะสร้างบริเวณนาขั้นบันไดก็ขอให้อยู่ริมขอบอย่าลงไปสร้างในนาเลย 



ชุมชนบ้านตีนผา น่าทำโฮมสเตย์มาก

นอกจากบ้านพัก ยังมีสิ่งที่เปลี่ยนไปจากปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัดคือมีการปลูกข้าวโพดแทนข้าว แหล่งข่าวแจ้งว่าโดยปกติชาวบ้านแทบนี้เขาปลูกข้าวเอาไว้กินเอง เหลือจากเก็บไว้ในยุ้งข้าว (คนเหนือเรียกยุ้งว่า “หลอง”) จึงนำออกมาขายเป็นการเพิ่มรายได้ แต่การปลูกข้าวโพดปลูกเพื่อขายมากกว่าบริโภคเพราะพันธุ์ข้าวโพดที่ปลูกเป็นข้าวโพดที่นำไปผลิตเป็นส่วนประกอบอาหารและนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ซึ่งในกรณีนี้ชาวบ้านมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกับการท่องเที่ยวเพราะนาข้าวเว้าแหว่งไม่เต็มภูเขา บางช่วงบางตอนมีข้าวโพดยืนต้นตายหลายแปลง (หลังจากเก็บเกี่ยว)



ทุ่งข้าวโพดบ้านบงเปียง (อาจเป็นทุ่งแห่งความผิดหวังของใครบางคนหรือหลายคน)

เนื่องจากแม่แจ่มเป็นเมืองภูเขาดังกล่าวดังนั้นนักท่องเที่ยวประเภทแฟนพันธุ์แท้บ้านบงเปียงจึงเสียความรู้สึกไปบ้าง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นปัญหาเพราะยังมีนาข้าวขั้นบันไดในที่อื่นให้เสพสัมผัส เช่น นาข้าวบ้านกองกาน นาข้าวบ้านบนนา (ทั้งสองแห่งอยู่ใกล้ตัวอำเภอ) หรือใช้รถยนต์ 4x4 เข้าไปที่บ้านแม่ลองเป็นการทดแทน ทราบมาว่าบ้านแม่ลองยังดิบเดิม ยังไม่มีใครได้เข้าไปสัมผัสเพราะทางกันดารและอยู่ไกล

มีคำถามว่านอกจากนาขั้นบันไดแล้วมีอะไรน่าสนใจอีก ต้องบอกกันตรงๆ ว่าแม่แจ่มไม่มีอะไรมากนัก แต่คนที่รักนั้นรู้ดีว่าแม่แจ่มมีผ้าทอระดับชาติที่เราเรียกว่า “ผ้าตีนจกแม่แจ่ม” รวมถึงวัดที่เรียงรายอยู่ตามชุมชนต่างๆ เช่น วัดป่าแดด วัดพุทธเอ้น เป็นต้น

วัดพุทธเอ้นเป็นวัดที่มีพุทธลักษณะแบบพม่า ที่น่าสนใจที่สุดคือบริเวณหน้าวัดพบบ่อน้ำผุด น้ำนี้ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน เป็นน้ำสะอาดบริสุทธิ์ ทางกรมทรัพยากรได้มาตรวจสอบปรากฏว่าเป็นน้ำสะอาดมากสามารถนำไปดื่มกินได้ ดังนั้นจึงเห็นชาวบ้านนำถังและขวดน้ำมารองน้ำไปไว้ใช้บริโภคกันตลอดทั้งวัน อย่าแปลกใจถ้าปรากฏว่าชาวแม่แจ่มไม่สนใจซื้อน้ำดื่มในร้านร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 เพราะมีน้ำสะอาดจากวัดผุดขึ้นมาให้ดื่มกินกันฟรีตลอดทั้งปีครับ


องค์เจดีย์กับอุโบสถวัดพุทธเอ้น


ชาวบ้านกับบริเวณบ่อน้ำสะอาดวัดพุทธเอ้น


หอไตรกลางน้ำ วัดพุทธเอ้น


นาข้าวขั้นบันไดบ้านบงเปียง


บ้านพักนักท่องเที่ยวถูกสร้างขึ้นมากลางผืนนาบ้านบงเปียง


ผืนนาข้าวเว้าแหว่งไม่เต็มดอยเพราะมีการปลูกข้าวโพดแซมแทรกซึ่งช่วงเวลาในการปลูกอยู่ในช่วงหน้าฝนเหมือนกัน แต่ผลผลิตที่ออกมาต่างกัน ข้าวโพดบางแปลงยืนต้นแห้งตายเนื่องจากเกี่ยวเก็บไปแล้ว


ความลับนาข้าวขั้นบันไดคือการจัดการน้ำจากลำธารสายเล็กที่รินไหลลงมาจากป่าอุดม 
ป่าบนขุนเขาที่มนุษย์อย่างเราๆ ชอบทำลาย

วัดป่าแดดเป็นวัดที่มีอุโบสถเก่าประกอบด้วยพระประธานที่มีพุทธลักษณะงดงาม มีงานจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ และมีหอไตรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน ส่วนงานศิลปะเชิงศาสนาอื่นๆ ก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากันเลย


อุโบสถเก่าวัดป่าแดด


องค์พระประธานวัดป่าแดด


จิตรกรรมฝาผนังวัดป่าแดด


วิหารวัดป่าแดด


ปฏิกรรมและงานแกะสลักพญานาคหน้าหอไตรวัดป่าแดด


นาข้าวบ้านกองกาน


น้ำตกห้วยทรายเหลือง ต้นน้ำอยู่ที่กิ่วแม่ปานดอยอินทนนท์


ธารน้ำใสห้วยทรายเหลือง

ผ้าตีนจกแม่แจ่มเป็นงานหัตถกรรมที่ทำมาแต่โบราณ ส่วนหนึ่งผลิตอยู่ที่บ้านท้องฝาย ว่ากันว่าจกแม่แจ่มนั้นงดงามมีเอกลักษณ์เฉพาะตน มีลายกว่าสิบแบบ ราคาผ้าตีนจกลดหลั่นไปตามวัสดุและกรรมวิธี ถ้าเป็นลายตีนจกที่ใช้ผ้าฝ้ายล้วน ราคาตกผืนละ 6,500 บาท ถ้าเป็นผ้าฝ้ายผสมไหมเทียมผืนละ 3,500 บาท ส่วนผ้าทอไม่มีตีนจกตกผืนละ 200-350 บาท นอกจากนี้ยังมีผ้าฝ้ายแบ่งขายเป็นเมตร เสื้อผ้าสำเร็จรูปทั้งของผู้หญิงและผู้ชาย ส่วนเรื่องรายละเอียดราคาในผลิตภัณฑ์ต่างๆ คงต้องไปเที่ยวชมหรือสอบถามกันเองเพราะมีให้เลือกมากเหลือเกิน

สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปหากไปแม่แจ่มด้วยเวลา 3 วัน 2 คืน แนะนำให้เสพสัมผัสท้องนา ผ้าจกและวัดให้ครบถ้วนกระบวนความ ถ้าเวลาเหลือให้ไปเที่ยวน้ำตกห้วยทรายเหลืองกับน้ำตกแม่ปาน น้ำตกทั้งสองแห่งมีน้ำตลอดปีเพราะได้รับอิทธิพลความสมบูรณ์ของผืนป่าดอยอินทนนท์


ผ้าทอตีนจกบ้านท้องฝาย

ที่พักในตัวอำเภอแม่แจ่มมีอยู่หลายแห่ง ทั้งในรูปแบบรีสอร์ตธรรมชาติและโรงแรมขนาดเล็ก เสนอราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลักร้อยไปถึงหลักพันต้นๆ ส่วนใหญ่เป็นรีสอร์ตเงียบสงบไม่มีอะไรหรูหราฟุ้งเฟ้อเกินความจำเป็น  


บ้านเค้ก


บ้านเค้ก


บ้านเค้ก


เค้กฝีมือพ่อโปร่ง (เชฟอาวุโสแห่งบ้านเค้ก)


ห้องพักบ้านเค้ก


                                                ทัศนียภาพขุนเขากับผืนนาหน้าบ้านเค้ก

แม่แจ่มเมืองที่เราเห็นว่าเล็กสงบเงียบ ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นกันเอง มีเรื่องน่าสนใจอยู่อย่างหนึ่ง คือมีร้านอาหารซ่อนอยู่ตามถนนเป็นจำนวนมาก (ขัดกับจำนวนคนที่เห็น) ส่วนใหญ่เป็นร้านขนาดเล็กทั้งร้านก๋วยเตี๋ยวและอาหารตามสั่ง ที่โดดเด่นเห็นชัดน่าจะเป็นร้านม่านมุก ส่วนผู้ที่นิยมกินเค้กผมแนะนำให้ไปนั่งชิลๆ ที่บ้านเค้ก (ใกล้สี่แยกป่าแดด) ที่นี่เป็นบ้านชั้นเดียวยกพื้นสูง (สูงมาก-สูงโปร่ง) ปลูกสร้างในสวน ตัวบ้านสร้างบนเนิน ใต้ถุนบ้านจัดวางโต๊ะเก้าอี้ ชิงช้าเพื่อต้อนรับผู้หลงใหลกลิ่นไอเค้กเข้มข้นระคนธรรมชาติ หน้าบ้านมีทัศนียภาพท้องนากว้างใหญ่กับขุนเขาที่ถูกโอบกอดด้วยม่านหมอกตลอดทั้งคืนวัน (บ้านเค้กมีโครงการทำเป็นโฮมสเตย์ในปีหน้า คงต้องติดตามข่าวต่อไป)


เส้นทางคดโค้งสูงชันใหม่เอี่ยมเชื่อมดอยอินทนนท์กับอำเภอแม่แจ่ม


บ้านซุกซ่อนอยู่ในขุนเขา (บ้านบางส่วนในเมืองแม่แจ่ม)

หมายเหตุ

การเดินทางไปแม่แจ่มไปได้สองทาง คือ 1.เชียงใหม่-อำเภอจอมทอง-ดอยอินทนนท์-แม่แจ่ม 2.เชียงใหม่-อำเภอจอมทอง-อำเภอฮอด-อำเภอแม่แจ่ม เส้นทางแรกเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านนิยมใช้เพราะใกล้กว่า แต่เส้นทางลงเขาคดโค้งสูงชันต้องใช้ความระมัดระวัง (ทางสายนี้สวยมาก อย่าพลาดโดยเด็ดขาด)

บ้านเค้ก (พ่อโปร่ง) โทร.086 180 0197

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เยาวราชในหยาดฝน (ตามหาตำนานทองตั้งโต๊ะกัง)


ไชน่าทาวน์เมืองไทยไม่ได้มีแค่เยาวราชอย่างที่เราเข้าใจ เพราะไชน่าทาวน์เหมารวมไปถึงคลองถม เวิ้งนครเกษม และสะพานหันซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกัน แต่เยาวราชดูเหมือนจะโด่งดังกว่าเป็นที่คุ้นหูมากกว่า ที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะมีความหลากหลายมากกว่าคือมีศาลเจ้า วัด ภัตรคาร โรงแรม ร้านทอง และสิ่งของอุปโภคบริโภคอีกมากมาย ร้านรวงเหล่านี้ยังก่อเกิดเป็นตำนานที่เล่าขานจากอดีตมาถึงปัจจุบัน เช่น ร้านทองตั้งโต๊ะกัง ลอดช่องสิงคโปร์ 


พระทองคำวัดไตรมิตร


ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราชมีหน้ากากให้นักท่องเที่ยวใส่ถ่ายรูป

วันเสาร์ที่ผ่านมาผมออกตามหาวัดแห่งหนึ่งซึ่งสืบทราบว่าลุงโฮหรือโฮจิมินห์ผู้กอบกู้ชาติเวียดนามเคยเดินทางมาพำนักและบวชเรียน แต่ความจริงท่านมาบวชที่วัดญวนสะพานขาวหาใช่ย่านเยาวราชอย่างที่เข้าใจ เช้าวันนั้นสายฝนโปรยปรายมิขาดสายมั่นหมายว่าการท่องถิ่นเยาวราชคงมีอุปสรรค ผมกับพรรคพวกจึงตัดสินใจเข้าไปกราบพระทองคำที่วัดไตรมิตรพร้อมกับเข้าไปเรียนรู้วิถีเยาวราชตั้งแต่ก่อนเก่ากระทั่งปัจจุบันในศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช (ภายในวัด) ไม่น่าเชื่อศูนย์แห่งนี้ บอกเล่าเรื่องราวเยาวราชได้ดีพอสมควรเหมือนเป็นมัคคุเทศก์ในเบื้องต้น อาทิ กำเนิดชุมชนจีนแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตำนานเรือสำเภาหัวแดงจากจังหวัดเฉาโจวหรือแต้จิ๋ว และมีประวัติต้นตระกูลคนจีนที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีของสังคมไทยในปัจจุบัน คือ พระยาโชฏึกราชเศรษฐี (เถียน) ผู้ให้กำเนิดวัดจีนและพระที่นั่งทรงจีนในเมืองไทย  อึ้งเหมี่ยวเหงียน (เจ้าสัวล่ำซำ) ผู้ให้กำเนิดโรงพยาบาลเพื่อคนยากไร้ เป็นต้น



บรรยากาศภายในศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช



ประตูเยาวราช

จากวัดไตรมิตรฝนบางเบาเราเดินออกมาที่ประตูเยาวราชหรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่าซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชนมพรรษา มีเรื่องเล่าว่าแถบนี้แต่เดิมเรียกว่าย่านเซียงกง ที่เรียกว่าเซียงกงเพราะหัวถนนด้านหนึ่งทางตะวันออกมีศาลเจ้าขนาดเล็กชื่อว่าศาลเจ้าเซียงกง คือเรียกตามชื่อเทพยาดานั่นเอง



บรรยากาศร้านเอี๊ยะแซ

จากประตูเยาวราชเราเข้าไปกราบเจ้าแม่กวนอิมในโรงพยาบาลเทียนฟ้าซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก กราบไหว้เสร็จสรรพขยับไปถึงแยกเฉลิมบุรีเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไปตามซอยแคบเล็ก แวะกินกาแฟที่ร้านเอี๊ยะแซ ร้านนี้โล่งโปร่ง เป็นร้านกาแฟเก่าแก่กว่า 30 ปี ภายในร้านมีทั้งคนจีนและฝรั่งต่างชาติ ที่น่ารักที่สุดคือคนชงเป็นคนอีสานหาใช่คนจีนอย่างที่เข้าใจ
ฝั่งตรงข้ามร้านมีตรอกขนาดเล็กติดป้ายว่า “ตรอกข้าวสาร” อันนี้สันนิษฐานในเบื้องต้นได้เลยว่าเป็นแหล่งค้าข้าวสารในอดีต (ตอนนี้มองหาข้าวสารไม่เจอซักกระสอบ)


มือชงร้านเอี๊ยะแซ


ตรอกข้าวสาร


เยาวราชถือเป็นแหล่งรวมรถเวสป้าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย


อาคารอนุรักษ์ตั้งโต๊ะกัง

อิ่มเอมกับกาแฟหอมกรุ่นแกว่งเท้าไปตามซอกซอยซึ่งตอนนี้ผมเริ่มงงเพราะเพื่อนผู้นำทางพาลัดเลี้ยวไปมาออกซอยนี้ต่อซอยนั้นสุดท้ายไปยืนอยู่หน้าอาคารสูง 7 ชั้น เป็นอาคารคอนกรีตแบบยุโรป มีป้ายชื่อร้านแสดงตัวตนว่าที่นี่คือ”ร้านทองตั้งโต๊ะกัง”



บันไดทางขึ้นชั้น 6 ตั้งโต๊ะกัง

พวกเราชาวเดินเที่ยวเกี่ยวสุขล้างบาปทุกข์ให้กรุงเทพฯ เดินเข้าไปสวัสดีและแนะนำตัวต่อเจ้าบ้าน พูดคุยกันคร่าวๆ คราวนี้ทางร้านได้ส่งไกด์ซึ่งเป็นช่างหลอมทองนาม ”กิตติ” พาเราเดินขึ้นบันไดไปชั้น 6 ระหว่างทางได้พบว่าเจ้าของได้สะสมแสตมป์พิเศษที่แถมมากับกลักไม้ขีด (เขาเรียกอะไรผมไม่แน่ใจ) ติดอยู่ตามผนัง มีมากมายมายหลายรูปแบบ เป็นคอลเลคชั่นที่น่าสนใจและมีคุณค่าในทางการพิมพ์มาก



บรรยากาศภายในพิพิภัณฑ์ทองตั้งโต๊ะกัง

บนชั้น 6 มีโต๊ะไม้ เครื่องมือทำทอง ป้ายร้าน ลูกคิดพิมพ์ดีด กล่องใส่ทอง ครุฑ รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือในการทำทอง เป็นเครื่องมือตั้งแต่อดีต



ป้ายชื่อร้าน ด้านขวาคือป้ายเก่า เขียนภาษาไทยผิด เขียนเป็นตั้นโต๊ะกัง

ร้านทองตั้งโต๊ะกังมีอายุอานามกว่า 100 ปีแล้ว ต้นตระกูลคือนายตั้งโต๊ะกัง แซ่ตั้ง เขาเดินทางมาจากมณฑลเท่งไฮ้ จีนแผ่นดินใหญ่ แรกเข้ามาเมืองไทยได้อาศัยอยู่ในร้านทำทองเพราะเป็นคนมีฝีมือในการทำเงินและทอง จากนั้นจึงสะสมเงินทองแล้วเปิดร้านเป็นของตัวเอง ด้วยมากฝีมือทั้งยังมีกรรมวิธีละเอียดอ่อนกิจการเริ่มใหญ่โต จากร้านทองขนาดเล็กกระทั่งกลายเป็นร้านขนาดใหญ่มีช่างทำทองถึง 100 กว่าคน และในปีพ.ศ.2464 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชทานพระกรุณาธิคุณโดยมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายตั้งโต๊ะกัง แซ่ตั้ง เป็นผู้ประกอบกิจการค้าทองในพระราชูปถัมภ์ และทรงพระราชทานครุฑไว้ให้ในปีต่อมา



กล่องใสทองรูปพรรณในอดีต เป็นกล่องกระดาษลงลายตราครุฑ

ด้วยพระกรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงซึ่งนำมาซึ่งความปลาบปลื้มยินดีต่อคนในครอบครัว นายตั้งโต๊ะกังได้ย้ายบ้านมาที่มุมถนนวานิช ได้สร้างบ้านใหม่เป็นอาคาร 7 ชั้น มีปูนปั้นโดยรอบซึ่งเป็นฝีมือการออกแบบของนายช่างชาวฮอลันดาการสร้างบ้านใหม่เพื่อติดตั้งครุฑพระราชทานให้สมพระเกียติ ปัจจุบันอาคารหลังนี้ได้ถูกยกให้เป็นอาคารอนุรักษ์ของกรมศิลปากร ห้ามรื้อถอนโดยเด็ดขาด



บล็อกทองรุ่นใหม่

การดำเนินกิจการผ่านไปกระทั่งเข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงเวลาแรกหรือบทเริ่มสงครามทำให้ทองขายดีเพราะซื้อไปเก็บกักตุน (ทองมีค่ามาก เงินเหมือนเศษกระดาษ) แต่หลังจากนั้นกิจการเริ่มทรุดลง ร้านทองทั่วไปปิดกิจการ ยกเว้นตั้งโต๊ะกังยังยืนหยัดผ่านมรสุมสงครามกระทั่งถึงปัจจุบัน

ทองรูปพรรณตั้งโต๊ะกัง

หากถามว่าทองตั้งโต๊ะกังมีอะไรดีถึงถูกนิยมมาเป็นอันดับหนึ่งโดยตลอด ต้องตอบว่า “ฝีมือ” ทองของตั้งโต๊ะกังมีลักษณะพิเศษคือไม่แข็งกระด้าง พิสูจน์ด้วยการนำสร้อยทองรูปพรรณ (ลายโซ่) หนัก 3 บาท  5 บาท และ 10 บาท มากำไว้ในมือจะรูปสึกนุ่ม เมื่อกองลงที่พื้นจะมีลักษณะเป็นก้อนกลม ไม่แข็งกระด้างเลยที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งห้างทองตั้งโต๊ะกังไม่มีสาขา ไม่มีร้านที่สอง มีเพียงร้านเดียวบนถนนสายเก่าแก่เยาวราชเท่านั้น ส่วนร้านอื่นๆ อาจใช้ชื่อคล้ายๆ เช่น ห้างทองโต๊ะกัง ร้านทองโต๊ะกัง คือนำคำว่าโต๊ะกังไปใช้



กระเพาะปลาผัดแห้งร้านไท้เฮง

กว่าจะสะบัดใจหลุดออกมาจากตั้งโต๊ะกังได้เวลาล่วงเลยไปบ่ายแก่ ตอนหิวซกเดินโซเซไปที่ร้านไท้เฮง ร้านนี้มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องสุกี้โบราณและผัดกระเพาะปลาแห้ง เป็นอันว่าผมกินทั้งสองอย่างรวมทั้งข้าวมันไก่อีก 1 จาน น้ำจิ้มสุกี้นั้นถูกใจมากครับ ผมเอามาราดกับกระเพาะปลาผัดแห้ง ปรากฏว่ากลมกล่อมดี



ปฏิมากรรมรูปเคารพในวัดบำเพ็ญจีนพรต


พระอริยะเมตไตยในวัดบำเพ็ญจีนพรต

ออกจากร้านเดินข้ามซอยเล็กมาที่วัดบำเพ็ญจีนพรตวัดเก่าแก่ตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ออกจากวัดบำเพ็ญจีนพรตแวะเข้าไปวัดกันมาตุยาราม วัดนี้ผมชอบเป็นวัดเล็กแบบไทยๆ มีจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่งดงามมาก เสียดายมีเวลาน้อย คงต้องย้อนกลับเข้าไปดูอีกซักครั้ง จากวัดกันมาตุยารามเข้าไปสู่ร่มเงาวัดใหญ่ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีคือวัดมังกร ผมเข้าไปดูศิลปะเชิงพุทธศาสนา เข้าไปดูการสวดมนต์ของพระและเณรกระทั่งนั่งหลับคอพับคออ่อนจึงจากลา (ประมาณว่าอิ่มแล้วง่วง)



อุโบสถวัดกันมาตุยาราม


พระประธานในอุโบสถวัดกันมาตุยาราม


เณรน้อยวัดมังกร


ลอดช่องสิงคโปร์

คราวนี้เดินลัดเลาะไปเรื่อยเปื่อยกระทั่งไปโผล่หน้าร้านลอดช่องสิงคโปร์ ตามตำนานเล่าว่าแต่เดิมร้านนี้ขายลอดช่องแต่ไม่มีชื่อร้าน ทว่าตำแหน่งที่ตั้งอยู่หน้าโรงหนังสิงคโปร์หรือโรงหนังเฉลิมบุรีในเวลาต่อมา ดังนั้นมันจึงถูกเรียกว่าลอดช่องสิงคโปร์ไปโดยปริยาย สำหรับรสชาติถือว่าอร่อยครับคือกะทิกำลังเหมาะน้ำเชื่อมกำลังดีไม่หวานมากเกินไป ส่วนใครชอบหวานจัดอาจไม่ถูกใจนัก



ร้านลอดช่องตั้งอยู่ปากชอยโรงหนังเฉลิมบุรีหรือโรงหนังสิงคโปร์

อิ่มเอมกับลอดช่องสิงคโปร์ พรรคพวกส่วนหนึ่งนัดหมายกันไปกินมื้อค่ำต่อ ส่วนผมท้องใกล้แตกก็เลยขอตัวกลับมาบนทางเดิม ซึ่งตอนนี้เยาวราชเริ่มเข้าสู่ช่วงแสงสี เป็นราตรีที่งดงาม งามใจผู้มาเยือน งามเตือนความทรงจำ วันนี้ได้รับความรู้มากมายหลายกระบวนท่า ที่งามสง่าที่สุดคือบรรลุเป้าประสงค์ในการกอดบางกอกครับ


วิถีบนท้องถนน ต่อไปตรงนี้คือสถานีรถไฟฟ้าเยาวราช






มีใครบางคนกล่าวว่าไชน่าทาวน์มีทุกสิ่งที่คุณอยากได้ ผมเห็นอย่างนั้น คนเยาวราชมีทั้งที่ขายและซื้อ มีทั้งที่ถือและปล่อย บางซอกฝนหยุดแล้ว บางซอยยังตกอยู่ ย่านเก่าแก่แห่งนี้มีความรู้และความเขลาคลุกเคล้าปะปนกัน ไชน่าทาวน์มีทั้งความร่ำรวย หรูหรา และยากจน มีทั้งคนหนุ่มสาวและแก่ชรา เราได้อะไรจากไชน่าทาวน์ เราได้อะไรจากเยาวราช ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ที่เรา

ชีวิตยังดำเนินต่อไปแม้ว่าเวลาล่วงไปมากแล้ว...กอดบางกอก