วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เยาวราชในหยาดฝน (ตามหาตำนานทองตั้งโต๊ะกัง)


ไชน่าทาวน์เมืองไทยไม่ได้มีแค่เยาวราชอย่างที่เราเข้าใจ เพราะไชน่าทาวน์เหมารวมไปถึงคลองถม เวิ้งนครเกษม และสะพานหันซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกัน แต่เยาวราชดูเหมือนจะโด่งดังกว่าเป็นที่คุ้นหูมากกว่า ที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะมีความหลากหลายมากกว่าคือมีศาลเจ้า วัด ภัตรคาร โรงแรม ร้านทอง และสิ่งของอุปโภคบริโภคอีกมากมาย ร้านรวงเหล่านี้ยังก่อเกิดเป็นตำนานที่เล่าขานจากอดีตมาถึงปัจจุบัน เช่น ร้านทองตั้งโต๊ะกัง ลอดช่องสิงคโปร์ 


พระทองคำวัดไตรมิตร


ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราชมีหน้ากากให้นักท่องเที่ยวใส่ถ่ายรูป

วันเสาร์ที่ผ่านมาผมออกตามหาวัดแห่งหนึ่งซึ่งสืบทราบว่าลุงโฮหรือโฮจิมินห์ผู้กอบกู้ชาติเวียดนามเคยเดินทางมาพำนักและบวชเรียน แต่ความจริงท่านมาบวชที่วัดญวนสะพานขาวหาใช่ย่านเยาวราชอย่างที่เข้าใจ เช้าวันนั้นสายฝนโปรยปรายมิขาดสายมั่นหมายว่าการท่องถิ่นเยาวราชคงมีอุปสรรค ผมกับพรรคพวกจึงตัดสินใจเข้าไปกราบพระทองคำที่วัดไตรมิตรพร้อมกับเข้าไปเรียนรู้วิถีเยาวราชตั้งแต่ก่อนเก่ากระทั่งปัจจุบันในศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช (ภายในวัด) ไม่น่าเชื่อศูนย์แห่งนี้ บอกเล่าเรื่องราวเยาวราชได้ดีพอสมควรเหมือนเป็นมัคคุเทศก์ในเบื้องต้น อาทิ กำเนิดชุมชนจีนแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตำนานเรือสำเภาหัวแดงจากจังหวัดเฉาโจวหรือแต้จิ๋ว และมีประวัติต้นตระกูลคนจีนที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีของสังคมไทยในปัจจุบัน คือ พระยาโชฏึกราชเศรษฐี (เถียน) ผู้ให้กำเนิดวัดจีนและพระที่นั่งทรงจีนในเมืองไทย  อึ้งเหมี่ยวเหงียน (เจ้าสัวล่ำซำ) ผู้ให้กำเนิดโรงพยาบาลเพื่อคนยากไร้ เป็นต้น



บรรยากาศภายในศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช



ประตูเยาวราช

จากวัดไตรมิตรฝนบางเบาเราเดินออกมาที่ประตูเยาวราชหรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่าซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชนมพรรษา มีเรื่องเล่าว่าแถบนี้แต่เดิมเรียกว่าย่านเซียงกง ที่เรียกว่าเซียงกงเพราะหัวถนนด้านหนึ่งทางตะวันออกมีศาลเจ้าขนาดเล็กชื่อว่าศาลเจ้าเซียงกง คือเรียกตามชื่อเทพยาดานั่นเอง



บรรยากาศร้านเอี๊ยะแซ

จากประตูเยาวราชเราเข้าไปกราบเจ้าแม่กวนอิมในโรงพยาบาลเทียนฟ้าซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก กราบไหว้เสร็จสรรพขยับไปถึงแยกเฉลิมบุรีเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไปตามซอยแคบเล็ก แวะกินกาแฟที่ร้านเอี๊ยะแซ ร้านนี้โล่งโปร่ง เป็นร้านกาแฟเก่าแก่กว่า 30 ปี ภายในร้านมีทั้งคนจีนและฝรั่งต่างชาติ ที่น่ารักที่สุดคือคนชงเป็นคนอีสานหาใช่คนจีนอย่างที่เข้าใจ
ฝั่งตรงข้ามร้านมีตรอกขนาดเล็กติดป้ายว่า “ตรอกข้าวสาร” อันนี้สันนิษฐานในเบื้องต้นได้เลยว่าเป็นแหล่งค้าข้าวสารในอดีต (ตอนนี้มองหาข้าวสารไม่เจอซักกระสอบ)


มือชงร้านเอี๊ยะแซ


ตรอกข้าวสาร


เยาวราชถือเป็นแหล่งรวมรถเวสป้าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย


อาคารอนุรักษ์ตั้งโต๊ะกัง

อิ่มเอมกับกาแฟหอมกรุ่นแกว่งเท้าไปตามซอกซอยซึ่งตอนนี้ผมเริ่มงงเพราะเพื่อนผู้นำทางพาลัดเลี้ยวไปมาออกซอยนี้ต่อซอยนั้นสุดท้ายไปยืนอยู่หน้าอาคารสูง 7 ชั้น เป็นอาคารคอนกรีตแบบยุโรป มีป้ายชื่อร้านแสดงตัวตนว่าที่นี่คือ”ร้านทองตั้งโต๊ะกัง”



บันไดทางขึ้นชั้น 6 ตั้งโต๊ะกัง

พวกเราชาวเดินเที่ยวเกี่ยวสุขล้างบาปทุกข์ให้กรุงเทพฯ เดินเข้าไปสวัสดีและแนะนำตัวต่อเจ้าบ้าน พูดคุยกันคร่าวๆ คราวนี้ทางร้านได้ส่งไกด์ซึ่งเป็นช่างหลอมทองนาม ”กิตติ” พาเราเดินขึ้นบันไดไปชั้น 6 ระหว่างทางได้พบว่าเจ้าของได้สะสมแสตมป์พิเศษที่แถมมากับกลักไม้ขีด (เขาเรียกอะไรผมไม่แน่ใจ) ติดอยู่ตามผนัง มีมากมายมายหลายรูปแบบ เป็นคอลเลคชั่นที่น่าสนใจและมีคุณค่าในทางการพิมพ์มาก



บรรยากาศภายในพิพิภัณฑ์ทองตั้งโต๊ะกัง

บนชั้น 6 มีโต๊ะไม้ เครื่องมือทำทอง ป้ายร้าน ลูกคิดพิมพ์ดีด กล่องใส่ทอง ครุฑ รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือในการทำทอง เป็นเครื่องมือตั้งแต่อดีต



ป้ายชื่อร้าน ด้านขวาคือป้ายเก่า เขียนภาษาไทยผิด เขียนเป็นตั้นโต๊ะกัง

ร้านทองตั้งโต๊ะกังมีอายุอานามกว่า 100 ปีแล้ว ต้นตระกูลคือนายตั้งโต๊ะกัง แซ่ตั้ง เขาเดินทางมาจากมณฑลเท่งไฮ้ จีนแผ่นดินใหญ่ แรกเข้ามาเมืองไทยได้อาศัยอยู่ในร้านทำทองเพราะเป็นคนมีฝีมือในการทำเงินและทอง จากนั้นจึงสะสมเงินทองแล้วเปิดร้านเป็นของตัวเอง ด้วยมากฝีมือทั้งยังมีกรรมวิธีละเอียดอ่อนกิจการเริ่มใหญ่โต จากร้านทองขนาดเล็กกระทั่งกลายเป็นร้านขนาดใหญ่มีช่างทำทองถึง 100 กว่าคน และในปีพ.ศ.2464 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชทานพระกรุณาธิคุณโดยมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายตั้งโต๊ะกัง แซ่ตั้ง เป็นผู้ประกอบกิจการค้าทองในพระราชูปถัมภ์ และทรงพระราชทานครุฑไว้ให้ในปีต่อมา



กล่องใสทองรูปพรรณในอดีต เป็นกล่องกระดาษลงลายตราครุฑ

ด้วยพระกรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงซึ่งนำมาซึ่งความปลาบปลื้มยินดีต่อคนในครอบครัว นายตั้งโต๊ะกังได้ย้ายบ้านมาที่มุมถนนวานิช ได้สร้างบ้านใหม่เป็นอาคาร 7 ชั้น มีปูนปั้นโดยรอบซึ่งเป็นฝีมือการออกแบบของนายช่างชาวฮอลันดาการสร้างบ้านใหม่เพื่อติดตั้งครุฑพระราชทานให้สมพระเกียติ ปัจจุบันอาคารหลังนี้ได้ถูกยกให้เป็นอาคารอนุรักษ์ของกรมศิลปากร ห้ามรื้อถอนโดยเด็ดขาด



บล็อกทองรุ่นใหม่

การดำเนินกิจการผ่านไปกระทั่งเข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงเวลาแรกหรือบทเริ่มสงครามทำให้ทองขายดีเพราะซื้อไปเก็บกักตุน (ทองมีค่ามาก เงินเหมือนเศษกระดาษ) แต่หลังจากนั้นกิจการเริ่มทรุดลง ร้านทองทั่วไปปิดกิจการ ยกเว้นตั้งโต๊ะกังยังยืนหยัดผ่านมรสุมสงครามกระทั่งถึงปัจจุบัน

ทองรูปพรรณตั้งโต๊ะกัง

หากถามว่าทองตั้งโต๊ะกังมีอะไรดีถึงถูกนิยมมาเป็นอันดับหนึ่งโดยตลอด ต้องตอบว่า “ฝีมือ” ทองของตั้งโต๊ะกังมีลักษณะพิเศษคือไม่แข็งกระด้าง พิสูจน์ด้วยการนำสร้อยทองรูปพรรณ (ลายโซ่) หนัก 3 บาท  5 บาท และ 10 บาท มากำไว้ในมือจะรูปสึกนุ่ม เมื่อกองลงที่พื้นจะมีลักษณะเป็นก้อนกลม ไม่แข็งกระด้างเลยที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งห้างทองตั้งโต๊ะกังไม่มีสาขา ไม่มีร้านที่สอง มีเพียงร้านเดียวบนถนนสายเก่าแก่เยาวราชเท่านั้น ส่วนร้านอื่นๆ อาจใช้ชื่อคล้ายๆ เช่น ห้างทองโต๊ะกัง ร้านทองโต๊ะกัง คือนำคำว่าโต๊ะกังไปใช้



กระเพาะปลาผัดแห้งร้านไท้เฮง

กว่าจะสะบัดใจหลุดออกมาจากตั้งโต๊ะกังได้เวลาล่วงเลยไปบ่ายแก่ ตอนหิวซกเดินโซเซไปที่ร้านไท้เฮง ร้านนี้มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องสุกี้โบราณและผัดกระเพาะปลาแห้ง เป็นอันว่าผมกินทั้งสองอย่างรวมทั้งข้าวมันไก่อีก 1 จาน น้ำจิ้มสุกี้นั้นถูกใจมากครับ ผมเอามาราดกับกระเพาะปลาผัดแห้ง ปรากฏว่ากลมกล่อมดี



ปฏิมากรรมรูปเคารพในวัดบำเพ็ญจีนพรต


พระอริยะเมตไตยในวัดบำเพ็ญจีนพรต

ออกจากร้านเดินข้ามซอยเล็กมาที่วัดบำเพ็ญจีนพรตวัดเก่าแก่ตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ออกจากวัดบำเพ็ญจีนพรตแวะเข้าไปวัดกันมาตุยาราม วัดนี้ผมชอบเป็นวัดเล็กแบบไทยๆ มีจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่งดงามมาก เสียดายมีเวลาน้อย คงต้องย้อนกลับเข้าไปดูอีกซักครั้ง จากวัดกันมาตุยารามเข้าไปสู่ร่มเงาวัดใหญ่ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีคือวัดมังกร ผมเข้าไปดูศิลปะเชิงพุทธศาสนา เข้าไปดูการสวดมนต์ของพระและเณรกระทั่งนั่งหลับคอพับคออ่อนจึงจากลา (ประมาณว่าอิ่มแล้วง่วง)



อุโบสถวัดกันมาตุยาราม


พระประธานในอุโบสถวัดกันมาตุยาราม


เณรน้อยวัดมังกร


ลอดช่องสิงคโปร์

คราวนี้เดินลัดเลาะไปเรื่อยเปื่อยกระทั่งไปโผล่หน้าร้านลอดช่องสิงคโปร์ ตามตำนานเล่าว่าแต่เดิมร้านนี้ขายลอดช่องแต่ไม่มีชื่อร้าน ทว่าตำแหน่งที่ตั้งอยู่หน้าโรงหนังสิงคโปร์หรือโรงหนังเฉลิมบุรีในเวลาต่อมา ดังนั้นมันจึงถูกเรียกว่าลอดช่องสิงคโปร์ไปโดยปริยาย สำหรับรสชาติถือว่าอร่อยครับคือกะทิกำลังเหมาะน้ำเชื่อมกำลังดีไม่หวานมากเกินไป ส่วนใครชอบหวานจัดอาจไม่ถูกใจนัก



ร้านลอดช่องตั้งอยู่ปากชอยโรงหนังเฉลิมบุรีหรือโรงหนังสิงคโปร์

อิ่มเอมกับลอดช่องสิงคโปร์ พรรคพวกส่วนหนึ่งนัดหมายกันไปกินมื้อค่ำต่อ ส่วนผมท้องใกล้แตกก็เลยขอตัวกลับมาบนทางเดิม ซึ่งตอนนี้เยาวราชเริ่มเข้าสู่ช่วงแสงสี เป็นราตรีที่งดงาม งามใจผู้มาเยือน งามเตือนความทรงจำ วันนี้ได้รับความรู้มากมายหลายกระบวนท่า ที่งามสง่าที่สุดคือบรรลุเป้าประสงค์ในการกอดบางกอกครับ


วิถีบนท้องถนน ต่อไปตรงนี้คือสถานีรถไฟฟ้าเยาวราช






มีใครบางคนกล่าวว่าไชน่าทาวน์มีทุกสิ่งที่คุณอยากได้ ผมเห็นอย่างนั้น คนเยาวราชมีทั้งที่ขายและซื้อ มีทั้งที่ถือและปล่อย บางซอกฝนหยุดแล้ว บางซอยยังตกอยู่ ย่านเก่าแก่แห่งนี้มีความรู้และความเขลาคลุกเคล้าปะปนกัน ไชน่าทาวน์มีทั้งความร่ำรวย หรูหรา และยากจน มีทั้งคนหนุ่มสาวและแก่ชรา เราได้อะไรจากไชน่าทาวน์ เราได้อะไรจากเยาวราช ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ที่เรา

ชีวิตยังดำเนินต่อไปแม้ว่าเวลาล่วงไปมากแล้ว...กอดบางกอก

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

เบตง หน่วยรบใต้ดินแห่งอุโมงค์ปิยะมิตร


เรื่องราวต่อไปนี้คือร่องรอยการต่อสู้เพื่ออิสระภาพของโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายาที่หลบหนีการปราบปรามจากรัฐบาลมาเลเซียเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการและเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย – มาเลเซีย และเนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์จีนจึงทำให้มีชื่อเรียกและรู้จักกันในนามว่า “จีนคอมมิวนิสต์มาลายา” หรือ “โจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา” หรือ เรียกสั้นๆ ว่า “จคม. ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญมากอีกฉากหนึ่งซึ่งน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง
#ThanilandStandupChallenge


บทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาปรากฏชัดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อได้ให้ร่วมมือกับอังกฤษในการต่อต้านญี่ปุ่น และจัดตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า “กองทัพมาลายาต่อต้านญี่ปุ่น" (The Malayan People’s Anti-Japanese Army -MPALA) เพื่อทำหน้าที่ต่อต้านและทำลายล้างญี่ปุ่น 



ประตูทางเข้า (ด้านนอก)

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงในเดือนกันยายน พ.ศ. 2488 ด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นผลให้อังกฤษกลับมามีอิทธิพลเหนือมาลายูตามเดิม และให้การรับรองว่าพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาเป็นพรรคการเมืองที่ถูกต้องกฎหมาย แต่เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐบาลสหพันธ์มาลายากำหนด เช่น การไม่ยอมยุติการแทรกซึมระบบคอมมิวนิสต์และไม่ยอมคืนอาวุธทั้งหมดให้กับอังกฤษ (ข้อมูลตรงนี้ต้องค้นกันให้ละเอียดอีกที เพราะทางด้าน จคม.ได้อ้างว่าอังกฤษกดขี่ข่มเหงจึงต้องลุกขึ้นมาจับปืนต่อสู้) ด้วยเหตุนี้พรรคคอมมิวนิสต์มาลายาจึงเกิดความขัดแย้งกับรัฐบาลอังกฤษและดำเนินนโยบายต่อต้านอังกฤษ พร้อมกับการออกแถลงการณ์ รณรงค์ ต่อต้านอังกฤษด้วยวิธีการก่อการร้ายและวิธีการรุนแรง 



ประตูทางเข้า (ด้านใน) จุดผ่านเข้าไปสู่ตำนานอัศจรรย์

การเคลื่อนไหวปฏิบัติการและการตั้งฐานที่มั่นของโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายาในบริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศไทยในด้านต่างๆ ทำให้รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายในการป้องกันและปราบปรามด้วยการทำความตกลงร่วมมือกับมาเลเซีย นับตั้งแต่การประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อ พ.ศ. 2491 จัดตั้ง “กองปราบปรามผสม” มีกรรมการ 2 คณะ คือ คณะกรรมการรักษาการณ์กลาง และคณะกรรมการรักษาการณ์ทักษิณ อยู่ในความรับผิดชอบของกรมตำรวจ ต่อจากนั้นได้ทำความตกลงร่วมมือกันอีกหลายครั้งและปรากฏในรูปของการทำความตกลงร่วมมือในการปฏิบัติการร่วมตามแนวพรมแดนไทย – มาเลเซีย 



จากการดำเนินการปราบปรามขบวนการโจรจีนคอมมิวนิสต์ทั้งทางการเมืองการทหารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่พลโทหาญ ลีลานนท์ เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ใช้นโยบายใต้ร่มเย็นกดดันโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายาด้วยปฏิบัติการจิตวิทยาและการทหารตามแผนยุทธการใต้ร่มเย็น 11 และ ยุทธการใต้ร่มเย็น 15 จนสามารถยึดกองกำลังของโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายาได้หลายพื้นที่


ปฏิมากรรมเจ้าแม่กวนอิม สร้างขึ้นในภายหลัง

ต่อมามีการพูดคุยเจรจากันหลายครั้งจึงได้มีการลงนามในความตกลงเพื่อยุติสถานการณ์การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมีจีนเป็ง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาเป็นผู้ลงนามฝ่ายคอมมิวนิสต์ ดาโต๊ะ ฮาจี วันซีเดท ปลัดกระทรวงมหาดไทยมาเลเซียเป็นผู้ลงนามฝ่ายมาเลเซีย และ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการทั่วไปและรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในเป็นประธานในฐานะพยาน ถือเป็นการยุติบทบาทของโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายาตั้งแต่นั้น



ทางเดินช่วงแรก


ปัจจุบันสถานที่แห่งอุดมการณ์แห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เป็นการท่องเที่ยวที่เน้นการศึกษาเชิงประวัตศาสตร์ที่คนจีนในมาเลเซียนิยมเข้ามาชมเป็นอย่างมาก



อุโมงค์ปิยะมิตรคือบ้าน คือหลักฐาน คือร่องรอยการสู้รบของกองกำลังคอมมินิสต์มาลายาหรือโจรจีนคอมมิวนิสต์ (จคม.) ที่นี่เป็นฐานหลบภัยทางอากาศ เป็นฐานต่อสู้ทางบก ฐานแห่งนี้มีดีตรงที่สร้างเป็นอุโมงค์ขนาดยาว โดยพวกเขาใช้วิธีเจาะภูเขาให้เป็นอุโมงค์ยาว 1 กิโลเมตร การสร้างใช้กำลังคน 40 - 50 คน ขุดเข้าไปในภูเขา และใช้เวลาเพียง 3 เดือน จึงแล้วเสร็จ 

บางข้อมูลแจ้งว่าอุโมงค์ปิยะมิตรก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2520 บางข่้อมูลแจ้งว่าสร้างในปีพ.ศ.2519 ซึ่งคลาดเคลื่อนไป 1 ปี แต่ทั้งนี้สหายเฒ่าเล่าว่าเขาเข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปีพ.ศ.2519 และพวกเขาได้เริ่มสร้างอุโมงค์ในปีนั้น


ลานหุงหาอาหาร จัดแสดงให้นักท่องเที่ยวดูและรู้ถึงความเป็นอยู่ของ จคม.ในขณะนั้น 
โดยมีสหายเฒ่าเป็นผู้บรรยาย



ภายในอุโมงค์สร้างบันไดเป็นเชิงชั้นลดหลั่นเป็นระดับ

อุโมงค์ปิยะมิตรมีความกว้าง 5-6 ฟุต จุคนได้เกือบ 200 คน มีทางเข้าออกทั้งหมด 9 ทาง เชื่อมต่อถึงกันหมด ปัจจุบันเหลือ 6 ทาง ภายในอุโมงค์ แบ่งประโยชน์ใช้สอยไว้มากมาย ราวบ้านผสมผสานกับออฟฟิศ เช่น แบ่งเป็นห้องประชุม ห้องนอน ห้องเก็บเสบียง สถานีวิทยุ มีซอกซอยให้เดินลัดเลาะไปตามเส้นทางซับซ้อน (ถ้าไม่คุ้นชินอาจหลงได้โดยง่าย) ส่วนด้านบนเป็นป่าทึบมีต้นไม้ใหญ่มากมายปกคลุม รวมถึงธารน้ำตกขนาดเล็กด้วย


ห้องประชุมในอุโมงค์ปิยะมิตร

อุโมงค์ปิยะมิตรเป็นอุโมงค์ที่น่าอัศจรรย์ตั้งแต่โครงสร้างที่แข็งแรง ทางเดินแคบเล็กแต่เดินได้สะดวก ภายในเย็นสบายเพราะมีทางลมผ่านเข้าออกหลายทาง ผมชอบตรงที่อุโมงค์เป็นเชิงชั้นหลายระดับ มีบันไดเป็นตัวเชื่อมในหลายจุด มีการแยกสัดส่วนการใช้ประโยชน์ในแต่ละห้องอย่างชัดเจน


ขณะเดินไปตามห้องต่างๆ ผมพบว่าอุโมงค์ปิยะมิตรเป็นสถาปัตยกรรมจากฝีมือมนุษย์ที่งดงามและทันสมัยมาก ที่ทันสมัยเพราะปัจจุบันสถาปนิกในโลกตะวันตกและตะวันออก (ญี่ปุ่น) หลายคนนิยมดีไซน์บ้านให้เป็นถ้ำ ฝังอยู่ในถ้ำ เจาะภูเขาหรือผืนดินเข้าไปอยู่ในนั้น หากนับจากจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2519 แล้วเดินตามเข็มนาฬิกามาถึงปัจจุบันจะพบว่ามันเป็นงานนำสมัยมากกว่าทันสมัย หรือใครบางคนอาจเรียกมันว่าโพส์ตโมเดิร์น


ที่กราบไหว้บูชาดวงวิญญาณบรรพบุรุษ


บริเวณอุโมงค์ปิยะมิตรมีพันธุ์ไม้น้อยใหญ่ให้ความร่มรื่น เหมาะแก่การเดินชมธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง

สหายเฒ่าเล่าว่า ทหารฝ่ายรัฐบาล นำโดยพลเอกเชาวลิต จงใจยุทธ ไม่มีวันทำลายล้างอุโมงค์อัศจรรย์แห่งนี้ได้ เพราะทหารฝ่ายตรงข้ามไม่เห็นแม้แต่ควันไฟที่ก่อเพื่อหุงหาอาหาร นอกจากนี้ยังมีวิธีการแยบยลอื่นๆ อีกมากมายนำมาใช้ในการยุทธ  สุดท้ายรัฐบาลในยุคนั้นใช้นโยบายแบบพันธมิตรเชื่อมชีวิตด้วยความสัมพันธ์อันดี คือมอบที่ดินให้สหาย จคม. ได้ทำกินคนละ 15 ไร่ ออกมาทำกินแบบผู้บริสุทธิ ไม่มีคดีติดตัว และมีสัญชาติไทยแบบถูกกฏหมาย (เมื่ออยู่ครบ 5 ปี)


ต้นไทรยักษ์ มีป้ายเขียนไว้ว่าอายุเป็นพันปี แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ คืออายุไม่ถึงขนาดนั้น


ธารน้ำจากขุนเขา หนึ่งในมนต์เสน่ห์อุโมงค์ปิยะมิตร


ปัจจุบันอุโมงค์ปิยะมิตรได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว เปิดบริการให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8.00 - 16.30 น. การท่องเที่ยวอุโมงค์ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง มีการติดตั้งไฟฟ้าตลอดแนวอุโมงค์ อากาศภายในเย็นสบายไม่อึดอัด บริเวณทางเข้าสองข้างทางเต็มไปด้วยพรรณไม้นานาพันธุ์ และมีแอ่งน้ำที่ไหลมาจากภูเขา ด้านนอกอุโมงค์ซึ่งเคยเป็นลานฝึกทหารจัดให้มีนิทรรศการแสดงภาพและเรื่องราวประวัติศาสตร์ รวมถึงวิถีการดำเนินชีวิตในป่า นอกจากนี้ ยังมีเห็ดและยาสมุนไพรจากป่าจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวด้วย 



ทางเดินในช่วงสุดท้าย


ภายในอุโมงค์มีการเดินไฟฟ้าเข้าไป เพื่อสะดวกต่อการเที่ยวชมของนักท่องเที่ยว


การเดินทาง

- อุโมงค์ปิยะมิตร ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 บ้านปิยะมิตร 1 ตำบลตะเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เข้าทางเดียวกับบ่อน้ำร้อนเบตงและน้ำตกอินทสร อยู่เลยบ่อน้ำร้อนอีก 3 กิโลเมตร

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

ไก่เบตง เรื่องลับที่ไม่ลับ เรื่องลับที่น่ารู้


ไก่เบตงมีชื่อเสียงคู่บ้านคู่เมืองมานมนาน เนื่องจากมันเอร็ดอร่อยกว่าไก่สายพันธุ์อื่น ใครไปเบตงไม่ได้กินไก่เบตงเรียกว่าไปไม่สุดหรือไปไม่ถึง 

ว่ากันว่าไก่เบตงในปัจจุบันหากินยาก หาเกือบไม่ได้ แล้วอย่างนี้นักท่องเที่ยวจะไปกินที่ไหน 


                                                      ไก่ในฟาร์มปล่อยของโกช้าง


ล่าสุดผมไปเบตง ได้พบเจ้าของฟาร์มไก่ท่านหนึ่งชื่อ “ช้าง” หรือที่เรียกกันติดปากว่า “โกช้าง” โกช้างเล่าให้ฟังว่าไก่เบตงแท้ๆ คือไก่ที่มาจากเมืองกวางไส (จีนแผ่นดินใหญ่) ไก่ชนิดนี้มีรูปร่างประหลาดแต่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือไม่ค่อยมีขน ปีกสั้น ปัจจุบันคนเลี้ยงน้อยเพราะขาดทุนเนื่องจากต้องใช้เวลาและกรรมวิธีผิดแผกไปจากไก่ฟาร์มทั่วไป โดยวิธีการดั้งเดิมต้องเลี้ยงแบบไก่บ้าน คือมีบริเวณกว้างเพื่อให้ไก่เดินและหากินอาหารตามธรรมชาติ


                               ไก่เต็มวัยอายุประมาณหนึ่งปี ขนเต็มตัว เอาไว้เป็นพ่อพันธุ์

ฟาร์มโกช้างนั้นกว้างใหญ่ พื้นที่เหลือพอให้ไก่เติบโตในทิศทางที่เป็นไปตามธรรมชาติ ส่วนเรื่องปีกสั้นทำให้มันผสมพันธุ์ยากกว่าไก่ทั่วไป คือผสมไม่ค่อยติดเพราะไม่มีปีกโอบรัดตัวเมียเพื่อประคองตัวในการทับหรือผสม ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีผสมเทียมแบบรีดน้ำเชื้อ และด้วยมันผสมเองไม่ค่อยติดนี่เองเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไก่เบตงมีราคาแพง


ไก่ในฟาร์มโกช้างเลี้ยงด้วยข้าวสุก รำข้าว ข้าวโพด และหญ้าเนเปีย นอกเหนือจากนั้นมันคุ้ยเขี่ยหากินเพิ่มเติมเองอีกส่วนหนึ่ง (ในภาพเป็นตัวเมีย)


ไก่เบตงถึงอายุขายหรือใช้งานได้ในช่วง 5-6 เดือน น้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม โกช้างบอกว่าหลังจากถอนขน เชือด ต้ม ราคาขายอยู่ที่ตัวละ 1,200 บาท แต่ประเด็นปัญหาคือไก่ฟาร์มเฮียช้างทั้งหมดส่งขายให้ภัตรคารใหญ่ในกรุงเทพฯ ไม่มีขายในเบตง ก็เลยเกิดคำถามว่าแล้วผมจะไปชิมที่ไหน คืออยากรู้ว่ารสชาติไก่เบตงแท้เป็นยังไง วันนั้นโกช้างเลยให้เพื่อน คือโกเอ็กซ์จัดการปรุงไก่ให้เราชิมหนึ่งตัว

                                   
                                 นอกจากไก่ ฟาร์มโกช้างยังเต็มไปด้วยผลไม้หลากชนิด 


ทัศนัยภาพรอบๆ ฟาร์มไก่โกช้าง

โกเอ็กซ์บอกว่าการต้มไก่ต้องผ่านกระบวนการมากพอสมควร คือคนเบตงส่วนใหญ่กินไก่หรืออะไรก็แล้วแต่เขากินกับซีอิ๊ว ไก่เบตงก็เหมือนกัน 

คนมีประสบการณ์จะรู้ว่าต้มไก่ใช้ไฟแรงเท่าไหร่ ต้มนานขนาดไหน ที่สำคัญแตงกวาที่มากับไก่ต้องหวานอร่อยไปกันได้ดี


                         ไก่เบตงของโกช้าง จานนี้ใหญ่มากกินกัน 10 คน (ปรุงโดยโกเอ็กซ์) 

ไก่เบตงเป็นไก่ประเภทไม่มีไขมัน โดยเฉพาะระหว่างหนังกับเนื้อไม่มีมันเลย ส่วนหนังนั้นมีสีเหลืองนุ่มกรอบ ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของไก่เบตง มันจึงมีราคาแพง

เป็นอันว่าผมกับพรรคพวกได้กินไก่เบตงแท้ๆ จากฟาร์มบนขุนเขา (อร่อยมาก) แต่มีเรื่องติดใจอยู่อย่างหนึ่ง คือสงสัยว่าทำไมในเบตงถึงไม่มีไก่เบตงแท้ๆ ขาย และสิ่งที่กวนใจมากขึ้นไปอีกคือร้านข้าวมันไก่ใกล้หอนาฬิกากลางเมืองขึ้นป้ายว่าข้าวมันไก่เบตงแท้ เอาหละซิ เดือดร้อนต้องหาคำตอบให้เจอ


จานนี้ไก่เบตงร้านเจริญ


รุ่งเช้า เราเดินผ่านหอนาฬิกา เดินไปที่ร้านเจริญ (ร้านที่เราสงสัยเป็นนักหนา) จัดการสั่งไก่นึ่ง 1 จาน หมูแดงหมูกรอบ 1จาน กุนเชียงอีก 1 จาน  ด้วยสามีเจ้าของร้าน (โกด๋ง) เห็นเราแปลกหน้าก็เลยช่วยอธิบายเรื่องไก่เบตงของทางร้านให้ฟัง 

โกด๋งเล่าว่าเป็นคนเชื้อสายจีน พ่อแม่มาจากเมืองกวางไส (เมืองสายพันธุ์ไก่เบตงแท้) ไก่ที่ร้านเป็นไก่เบตงสายพันธุ์แท้แต่เอามาจากฟาร์มที่จังหวัดปัตตานี ขณะพูดคุยยังหยิบยกใบรับรองจากกรมปศุสัตว์มาแสดงให้ดู 


โกด๋ง ร้านเจริญ (ภรรยาทำไก่ โกด๋งทำหมี่แกง)

ผมไม่ติดใจเรื่องฟาร์มเลี้ยงไก่เพราะเข้าใจว่าชาวบ้านเชื้อสายจีนโดยทั่วไปที่เคยปรุงอาหารด้วยไก่กวางไส ส่วนใหญ่เลี้ยงเพื่อบริโภคในครัวเรือน ไม่ได้เลี้ยงเพื่อการค้า  ถึงตอนนี้สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือไก่เบตงของโกด๋งจะเป็นอย่างไร

หลังผ่านไปสองสามชิ้นผมสรุปว่าไก่โกด๋งกับไก่โกช้างรสชาติคล้ายกันมากจะมีที่แตกต่างคือเนื้อไก่ร้านโกด๋งนุ่มกว่าเล็กน้อย ซึ่งนั่นไม่ใช่ประเด็นปัญหาเพราะเชื่อว่าอยู่ที่ขั้นตอนการต้มมากกว่า อันนี้ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคด้วยว่าชอบแบบไหน นุ่มน้อยเนื้อแน่นกับนุ่มมากหน่อย ส่วนผมชอบทั้งสองแบบครับ


ร้านโกด๋งนอกจากมีไก่เบตง หมูแดงหมูกรอบอร่อยๆ ยังมีหมี่แกงให้ลิ้มชิมรสด้วย (เป็นแกงกะทิ แบบแกงเผ็ด ราดเส้นหมี่ขาว)


                       ร้านเจริญเป็นร้านตึกแถวชั้นเดียว เรียบง่าย ธรรมดาๆ แต่อาหารใช้ได้เลย 



สำหรับสิ่งที่ผมติดอกติดใจไก่เบตงคือเนื้อแน่น หนา นุ่ม หนังเหลืองบางกรอบ โดยปกติผมไม่กินหนังไก่แต่ไก่เบตงผมซัดไม่เหลือ ที่สำคัญเนื้อในทุกๆ ส่วนอร่อยเท่ากัน ไม่ต่างกันแม้แต่น้อย

เอาเป็นว่าใครไปเบตงหรือจังหวัดอื่นๆ หากไปเจอไก่เบตงช่วยลองลิ้มชิมรสแล้วเอามาบอกกันหน่อย อย่างน้อยจะได้รู้ว่าไก่อร่อยๆ ในนามไก่เบตงนั้นมีที่ไหนบ้าง ส่วนคนที่ตั้งใจไปเบตงอย่าพลาดการกินไก่เบตงด้วยประการทั้งปวงครับ

หมายเหตุ
   ฟาร์มโกช้างกำลังส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงไก่เบตง ด้วยการรับซื้อทั้งหมดในกิโลกรัมละ 450 บาท
   ไก่ที่นิยมคือไก่ที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 2 กิโลกรัม
    ร้านเจริญ (โกด๋ง) เปิดทุกวัน เริ่มตั้งแต่ 06.00 น.-14.00 น. ราคาไก่ขายตัวละ 800 บาท
 ต้องการเข้าชมฟาร์มโกช้าง โทร.086 967 9888