วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

บ้านนาต้นจั่น สุโขทัย


                            สายหมอกซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบขุนเขา เงางามกับบรรยากาศยามเช้า

หากพูดถึงจังหวัดสุโขทัย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นึกถึงอะไร? ผมทายว่านึกถึงอุทยานประวัติศาสตร์ ซึ่งถูกยกให้เป็นมรดกโลก ลดหลั่นรองลงมาคงเป็น "เขาหลวง” ขุนเขาที่เหน็บหนาวด้วยหยาดน้ำค้าง มีไอหมอกหนาปกคลุมผืนป่าและทุ่งหญ้าแบบอัลไพน์ จากนั้นน่าจะเป็นผ้าทอหาดเสี้ยวที่โด่งดังมาแต่โบราณ  และอาจมีอะไรอีกหลายอย่างที่น่าสนใจและรู้จักกันดีอยู่แล้ว

แต่ถ้ากล่าวถึงการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในรูปแบบการเยี่ยมเยือนวิถีชุมชน ศึกษาชีวิตผู้คนด้วยการอยู่ร่วม นักท่องเที่ยวทั่วไปอาจคิดไม่ออกว่าสุโขทัยมีอะไรให้ศึกษา ซึ่งความจริงมีและดีด้วย



โฮมสเตย์หลังนี้น่านอนที่สุด ชิลล์มากๆ

การท่องเที่ยวแบบเข้าไปคลุกคลีกับชาวบ้าน พักกับชาวบ้าน อยู่ร่วมวิถีชาวบ้านเราเรียกกันง่ายๆ ว่า “โฮมสเตย์”  และโฮมสเตย์ที่กล่าวถึงในที่นี้คือโฮมสเตย์ที่บ้านนาต้นจั่น เมืองศรีสัชนาลัย

ความจริงบ้านนาต้นจั่นสร้างการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์มาเนิ่นนาน แต่เป็นที่รู้จักของนักเดินทางเฉพาะกลุ่ม ไม่เป็นที่นิยมกว้างขวางอย่าง ภูเก็ต หัวหิน พัทยา เชียงใหม่ (คนละอย่าง ต่างอารมณ์) แต่ทั้งนี้ชาวบ้านมิเคยท้อ ไม่เคยถอย ยังคงทำมาหากินและทำโฮมสเตย์มาเรื่อยๆ เพราะการทำโฮมสเตย์บนวิถีชีวิตเรียบง่ายไม่ได้ลงทุนอะไรนอกจากรอยยิ้ม.. ยินดี..ต้อนรับด้วยมิตรไมตรี นั่นคือเสน่ห์ของบ้านนาต้นจั่น 


ภายในศูนย์หัตถกรรมบ้านนาต้นจั่น

แล้วบ้านนาต้นจั่นมีอะไรเชิญชวนให้ไปเที่ยว?
คำตอบคือมีวิถีชีวิตดั้งเดิม มีการทำเกษตรแบบผสมผสาน คือในสวนมีทั้งพืชผักและผลไม้ มีพืชสวนครัวไปถึงพืชผลเศรษฐกิจ (สวนผสม)  มีการทำผ้าหมักโคลนเป็นผ้าดีมีน้ำหนัก งดงามด้วยการหมักโคลนและการทอที่ซับซ้อน  

ส่วนที่ผมติดอกติดใจเป็นพิเศษคือการเดินป่าผ่านความสูงชันสู่ยอดดอยห้วยต้นไฮ ดอยที่นักเดินทางไม่เคยคุ้น แม้ชื่อยังไม่ค่อยได้ยิน แต่เมื่อขึ้นไปถึงบนนั้นพบว่าเป็นดอยที่มีทัศนียภาพงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย (ยืนยันด้วยความเชื่อมั่น)


อาทิตย์ยามเช้าโผล่พ้นเหนือสันดอย


กลุ่มสื่อมวลชนกับเจ้าหน้าที่ ททท.สำรวจดอยห้วยต้นไฮ

บนดอยห้วยต้นไฮเป็นสันเขาแคบๆ ชาวบ้านได้ปรับพื้นที่สำหรับกางเต็นท์ ยกแคร่ไม่ไผ่ทำเป็นที่นั่งกินข้าว ทำห้องน้ำ  ส่วนที่เหลือยังคงสภาพป่าไว้ดังเดิม

ที่บอกว่าติดใจเพราะบนสันดอยแห่งนี้มีทัศนียภาพงดงาม สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้ในจุดเดียวกัน แค่ยืนอยู่บนสันดอยหรือนั่งรอยคอยด้วยการโผล่หน้าออกมาจากเต็นท์ก็สามารถเสพสัมผัสดวงตะวันได้ทั้งสองอารมณ์ ไม่ต้องเดินไกล ไม่ต้องขยับตัว เพียงขยับตาก็สุขอุราเหลือล้น ส่วนในคืนเดือนแรมบนสันดอยแห่งนี้พร่างพราวไปด้วยดารารายราวดวงดาวในผืนทะเล งดงามไม่แพ้ดอยใดๆ ในสยาม


ตะวันยามเย็นลาลับ ค่อยขยับหายไปหลังขุนเขา ปล่อยให้เงารติกาลเข้าแทนที่


จานข้าวใช้ไม้ไผ่กับกาบหมาก ไม่มีการใช้โฟมให้เสียอารมณ์ 

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงข้อชี้นำเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ ส่วนมันจะสวย ดี หรือเลอเลิศเพียงใดไม่มีข้อยุติหรือข้อสรุปที่เด่นชัด นอกจากนักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่สรุปได้คือคุณภาพชีวิตของชาวบ้านนั้นยอดเยี่ยม ทุกคนสดชื่นยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดีเป็นนิจ ไม่มีมลพิษมากวนใจ ผมรักที่นี่ครับ


ก่อนจากลา ปลูกป่าด้วยการยิงลูกไม้ หวังให้เจริญเติบโตต่อไปในภายหน้า


หมายเหตุ  
-  ดอยห้วยต้นไฮเป็นดอยที่มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี แต่มีบางช่วงปิดให้ป่าฟื้นคืนความสมบูรณ์ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่โทร.088 4957738, 089 8851639
     

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Oldtown ท่าแร่ สกลนคร



สยามประเทศได้รับอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมจากยุโรปมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ตามหัวเมืองชั้นนำต่างๆ ปรากฏอาคารที่เรียกกันติดปากตามลักษณะสถาปัตยกรรมว่า “โคโลเนียลสไตล์” อาทิ อาคารเก่าที่จังหวัดภูเก็ต อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตรัง เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีให้เห็นในภาคอีสานอีกจำนวนหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่มีถิ่นฐานอยู่บริเวณใกล้ๆ แม่น้ำโขง อย่างที่อำเภอท่าแร่ จังหวัดสกลนคร ถือเป็นสถานที่หนึ่งที่ยังมีอาคารสวยๆ แบบยุโรปให้เห็น


เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้คนในเขตอำเภอท่าแร่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ (ชุมชนคาทอลิก) สถาปัตยกรรมอาคารที่พบเป็นอันดับแรกคือวัดฝรั่ง ถัดลงมือคืออาคารบ้านเรือน โดยทั่วไปเป็นเรือนไม้สองชั้นมีระเบียงอย่างที่เห็นในชนบทหรือตามต่างจังหวัด อีกจำนวนหนึ่งเป็นอาคารคอนกรีตใหญ่โตสร้างตามแบบฝรั่งมีเอกลักษณ์สถาปัตยกรรมยุโรปอย่างชัดเจน




ลักษณะอาคารแบบฝรั่งเศสในชุมชนคนไทยคาทอลิก ท่าแร่ จังหวัดสกลนคร

อาคารส่วนใหญ่มีโครงสร้างสถาปัตยกรรมเป็นอาคารคอนกรีต 2 ชั้น ความห่างระหว่างเพดานกับพื้นด้านล่างสูงมากทำให้บ้านโปร่งสบาย ด้านหน้าบ้านทำเป็นระเบียงทั้งด้านบนและด้านล่าง กรอบประตูหน้าต่างเป็นบานโค้ง เหนือกรอบประตูมีลายปูนปั้นแบบนูนสูง ส่วนใหญ่เป็นลายเครือเถาว์ เช่น ลายองุ่น ฯลฯ ลวดลายปูนปั้นเหล่านี้ถือเป็นเสน่ห์ทำให้ตัวอาคารสวยงามน่าสนใจและลดทอนความกระด้างของตัวอาคารได้มาก 
ส่วนบานหน้าต่างใช้ไม้เข้ามามีส่วนร่วม เหนือบานหน้าต่างทำเป็นช่องระบายลม ภายในบ้านบริเวณชั้นล่างยังมีร่องรอยฐานคอนกรีตซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพของพระเยซูคริสต์ปรากฏอยู่





ซุ้มประตูโค้งมีลายปูนปั้นประดับ ส่วนใหญ่เป็นลายเครือเถาว์ เช่น ลายเถาว์องุ่น

อาคารบ้านเรือนส่วนหนึ่งยังมีคนอยู่อาศัย อีกส่วนหนึ่งปิดทิ้งหรือแรมร้างผู้คนเพราะเจ้าของเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องน่าเสียดายที่อาคารเหล่านี้ถูกทิ้งเพราะมันมีความงามปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด
มีอาคารหลังหนึ่งหลงเหลือเพียงกำแพงให้เห็น อาคารหลังนี้สร้างด้วยอิฐศิลาแลง เคลือบด้วยปูนขาวที่ทำจากหอยกาบซึ่งหาได้ง่ายในบริเวณนั้นคือหนองหาน อาคารหลังนี้เป็นของนายนายเฮียน เลียนดึ่งดึ่ง ชาวญวณ (เปลี่ยนชื่อสกุลในภายหลังเป็นนายหนู ศรีวรกุล) อาคารหลังนี้สร้างตั้งแต่ปี. พ.ศ. 2427 อายุอานามปาเข้าไป 126 แล้ว อาคารหลังนี้นายเฮียนผู้เป็นเจ้าของเรียกว่า “ตึกหิน”


เหนือประตูโค้งนอกจากลวดลายปูนปั้นยังปรากกฎหลักฐานในการจารึกปีการก่อสร้าง 

อาคารเหล่านี้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันคริสต์มาสเดินทางมาถึง คริสต์ศาสนิกชนจะจัดงานรำลึกถึงพระเยซูเจ้า มีการแห่ดาว (ดาวประดิษฐ์ใช้ไฟฟ้า) ประดับดาวตามบ้านเรือน (ดาวเป็นสัญลักษณ์ของการเสด็จมาประสูติของพระเยซู) ในวันนี้มีดาวหลายร้อยพันสีประดับตามบ้านเรือน ไม่เว้นแม้อาคารเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้าง 
ปีหนึ่งอาคารเก่าแก่กลับมามีชีวิตทีหนึ่ง แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันช่วยให้อาคารเก่าเหล่านี้กลับมางดงามเฉกในอดีต ทั้งยังทำให้ผู้ที่ผ่านไปพบเห็นเบนความสนใจจากการแห่ดาวมาดูสถาปัตยกรรมฝรั่ง (บ้าง) 
 ที่นี่คือท่าแร่ ท่าแร่คือชุมชนคนไทยคาทอลิก คนไทยคาทอลิกคือผู้โอบอุ้มสถาปัตยกรรมเก่าเอาไว้ 
จากการได้สัมผัสทั้งภายในและภายนอก คิดว่าทางภาครัฐหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรหันกลับมามองอาคารเหล่านี้ ส่งเสริมให้ทุนสนับสนุนในการปรับปรุงส่วนที่ชำรุดทรุดโทรม ทำความสะอาดในส่วนที่ยังคงอยู่ หากมีการปรับปรุงหรือซ่อมเสริมควรเป็นไปตามลักษณะสถาปัตยกรรมที่ถูกต้อง อาคารสไตล์ฝรั่งเศสกลุ่มนี้จะกลายเป็นแหล่งศึกษาสถาปัตยกรรมอีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าที่ใดในประเทศ และเห็นควรให้อนุรักษ์เอาไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้สืบไป


วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เกาะนก ฉะเชิงเทรา

เป็นที่ทราบกันดีว่าปากน้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นปากอ่าวที่อุดมด้วยอินทรีธาตุ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์นักท่องเที่ยวผู้หลงรักธรรมชาติมุ่งมาที่นี่เพื่อสัมผัสฝูงโลมา เป็นโลมาธรรมชาติแหวกว่ายเข้ามากินปลาดุกทะเลที่มีชุกชุมในช่วงปลายฝนต้นหนาว โลมาที่พบบริเวณนี้มีถึง 3 ชนิด คือโลมาอิรวดีหรือโลมาหัวบาตร โลมาเผือกหรือโลมาหลังโหนก และโลมาหัวบาตรหลังเรียบ


เกาะนก


ทางเดินช่วงแรกแน่นหนาด้วยป่าโกงกาง


การเลี้ยงปลากระชังปากอ่าว


หอดูนก-จุดชมวิวปากแม่น้ำ


เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่บริเวณปากอ่าว


กิจกรรมปลูกป่า (กลุ่มสถานีวิทยุศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา กทม.)



ส่วนในฤดูกาลอื่น (ขณะที่โลมายังไม่ปรากฏกาย) มีตัวเลือกให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชม คือเข้าไปสัมผัสป่าชายเลนบนเนื้อที่ 125 ไร่บนเกาะนก เกาะแห่งนี้มีนกชุกชุมมาก มีนกอาศัยกว่า 50 สายพันธุ์ มีทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ อาทิ นกนางนวลแกลบเคราขาว นกกระเต็นหัวดำ นกกินเปรี้ยว นกปรอดสวน นกจาบคาหัวเขียว นกยางกรอก นกแขวก นกยางโทนใหญ่ นกกาน้ำปากยาว เหยี่ยวแดง เป็นต้น เกาะนกนับเป็นสวรรค์ของนักดูนก ที่สำคัญเกาะนกเข้าถึงง่าย เหมาะกับนักดูนกมือใหม่และนักท่องเที่ยวทั่วไปที่นิยมชีวิตนกนานาพันธุ์


นกยางกรอก


นกแขวก




นกยางโทนใหญ่


นกกาน้ำ

นอกจากนกบนเกาะยังมีพันธุ์ไม้ให้ศึกษามากมายหลากหลายชนิด เช่น ตะบูน ลำพู เสม็ด โกงกาง ฝาด แสม  ฯลฯ ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งเป็นส่วนส่งเสริมให้เกาะแห่งนี้สวยงามถึงขีดสุด คือปูหลากสี รวมถึงปลาตีนที่ชอบแถกตัวไปบนโคลนตมในยามน้ำลง 


ปูสีสวยปรากฏตัวบนโคลนตม


ปูก้ามดาบ

เกาะนกนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์เพื่อการศึกษาที่สำคัญแห่งหนึ่งของไทย มาเที่ยวที่นี่ได้รับทั้งความงาม ความรู้และความเพลิดเพลิน ส่วนการเดินทางแสนสะดวก คือมาขึ้นเรือข้ามไปเกาะนกที่เทศบาลตำบลท่าข้าม จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วเดินเท้าไปบนสะพานไม้ที่ทอดยาวกว่า 1,500 เมตร (รอบเกาะ) ระหว่างทางมีศาลาชมวิว มีหอดูนก มีป้ายนิเทศน์ให้ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ไม้และส่วนประกอบอื่นๆ ครบครัน


ดอกลำพูทะเลหรือลำแพน



ดอกโกงกางใบใหญ่


ฝาดดอกขาว



อ้างอิง
- หนังสือดูนก ดูโลมา เที่ยวป่าชายเลย เทศบาลตำบลท่าข้าม บรรณาธิการ: นายสุรินทร์ จันทบูรณ์

หมายเหตุ
- เกาะนกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "เกาะธรรมชาติท่าข้าม"
- ติดต่อสอบถามข้อมูล เทศบาลตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา โทร.038 573411-2

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558

คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่


แพร่เป็นเมืองเก่าแก่ มีอายุอานามกว่าพันปี มีคนสันนิษฐานว่าเป็นเมืองรุ่นราวคราวเดียวกับเมืองลำพูน ด้วยเป็นเมืองเก่าจึงมีการเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองนครอยู่หลายยุคหลายสมัยและมีการเปลี่ยนชื่อเมืองมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ เมืองพลนคร โกศัยนคร และเวียงโกศัย (แปลว่าผ้าแพร) ส่วนช่วงที่รุ่งเรืองถึงขีดสุดเริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2440 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นช่วงมีเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือเปลี่ยนจากผู้ครองนครเป็นเทศาภิบาล  โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระยาไชยบูรณ์ ปลัดมณฑลพิษณุโลกมาเป็นข้าหลวงกำกับการปกครองเมืองแพร่คนแรก ซึ่งในขณะนั้นมีเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าเมืองแพร่องค์ที่ 18 ปกครองอยู่

การเปลี่ยนแปลงการปกครองนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ มากมาย หนึ่งในนั้นมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอาคาร ซึ่งเป็นผลมาจากการได้รับอิทธิพลจากยุโรป ดังจะเห็นในเมืองใหญ่ทั่วไปที่มีอาคารรูปแบบยุโรปลักษณะเรือนขนมปังขิงกระจายอยู่ทั่วประเทศ การเปลี่ยนแปลงตัวอาคารในยุคนั้นไม้ได้เปลี่ยนกันทั้งเมือง หากบ้านที่ได้รับอิทธิพลสมัยใหม่เป็นบ้านระดับผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้มีตำแหน่งในระดับสูงของเมือง หรือบ้านที่มีฐานะเท่านั้น เช่น คุ้มเจ้าหลวง บ้านวงศ์บุรี บ้านวิชัยราชา เป็นต้น



อาคารคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ประกอบไปด้วยอาคาร 2 ชั้น ขนาดใหญ่ เป็นอาคารขนมปังขิง ด้านหน้ามีสนามหญ้ากว้าง ภายในสนามหญ้าประกอบด้วยอนุสาวรีย์เจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองเมืองแพร่องค์สุดท้าย

คุ้มเจ้าหลวง แต่เดิมเป็นบ้านพักของเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองเมืองแพร่องค์สุดท้าย สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2435 รูปทรงอาคารมีลักษณะสถาปัตยกรรมยุคสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานระหว่างไทยกับยุโรป หรือที่เรียกว่า“เรือนขนมปังขิง” สร้างโดยช่างฝีมือชาวจีนและช่างไทยพื้นบ้าน
คุ้มเจ้าหลวงเป็นอาคาร 2 ชั้น ขนาดใหญ่ บานประตูหน้าต่างนับรวมกันได้ 72 บาน นอกจากความงามแบบเรือนขนมปังขิงแล้วสิ่งที่สร้างเสน่ห์ให้อาคารหลังนี้คือลวดลายฉลุไม้ เริ่มตั้งแต่ปั้นลม เชิงชาย ระเบียง ฯลฯ 
ตัวอาคารก่อสร้างด้วยอิฐถือปูนสลับกับไม้ในบางส่วน การสร้างอาคารไม่มีการฝังเสาเข็มแต่ใช้ไม้ประดู่แบบซุงท่อนรองรับฐานเสาทั้งหลัง 


ทัศนียภาพห้องพักผ่อนหรือห้องรับแขก บนชั้น 2 ของตัวบ้าน


ประตูหน้าต่างรูปเหลี่ยมขนาดใหญ่ เหนือบานประตูมีงานปูนปั้นให้ประโยชน์ในการกันน้ำฝนไหลเข้าบ้าน
และสร้างความสวยงามด้วย

คุ้มเจ้าหลวงเป็นอาคารโอ่โถงสร้างด้วยฝีมือเชิงช่าง มีความวิจิตรบรรจงงดงามน่าชม ที่สำคัญ ห้องแต่ละห้องมีความกว้างขวาง ฝ้าเพดานสูงโปร่ง หน้าต่างประตูมีขนาดใหญ่ทำให้ลมพัดผ่านโดยสะดวก ส่วนจุดที่มีความแปลกแตกต่างจากเรือนทั่วไปคือชั้นล่างสุด (ใต้ถุน) กั้นห้องเป็นที่กักขังข้าทาสที่ทำผิดกฏขั้นลหุโทษ
คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ได้รับรางวัลอาคารอนุลักษณ์ดีเด่น ประจำปี 2536 และสถาปัตยกรรมดีเด่นปี 2540 ประเภทอาคารสถาบันและสาธารณะจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
บนถนนไชยสมบูรณ์ซึ่งเป็นที่ตั้งคุ้มเจ้าหลวงยังมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจอยู่ในบริเวณใกล้เคียง คืออาคารพิพิธภัณฑ์การศึกษา โรงเรียนนารีรัตน์ และวัดพระบาทมิ่งเมือง ส่วนบ้านวงศ์บุรีซึ่งเป็นบ้านเก่าโบราณที่งดงามอีกหลังหนึ่งตั้งอยู่ทางด้านหลังอาคารคุ้มเจ้าหลวง


ห้องนอนในอาคารคุ้มเจ้าหลวงยังคงสภาพเดิมไว้ได้ดีมาก


ห้องโถงใหญ่จัดเก็บของเก่าจำพวกเครื่องโลหะ เครื่องเซารามิค ปืน ฯลฯ ไว้ในตู้ไม้กรุกระจก

คุ้มเจ้าหลวงเป็นสถาปัตยกรรมสำคัญที่ทรงคุณค่าของเมืองแพร่และของคนไทย เป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปที่คงสภาพบ้านได้ดีดุจเดิม มีความงามทั้งตัวสถาปัตยกรรมภายนอกและภายใน มีงานตกแต่งอื่นๆ เป็นองค์ประกอบให้เรือนขนมปังขิงหลังนี้มีความสมบูรณ์มากขึ้น 
ปัจจุบันอาคารคุ้มเจ้าหลวงเปิดให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปเข้าชมเพื่อก่อประโยชน์ในด้านการศักษาหาความรู้เกี่ยวประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมสืบไป

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ปราสาทหินถิ่นพิมาย นครราชสีมา



ปราสาทหินพิมายหรือวิมาย  เป็นปราสาทหินที่ยิ่งใหญ่ ใหญ่ในที่นี้หมายถึงเป็นสถาปัตยกรรมแบบขอมโบราณที่สมบูรณ์มาก  วัสดุทั้งหมดทำจากหินทรายและศิลาแลง สร้างขึ้นราวปลายพุทธศตวรรษที่ 16-17 และก่อสร้างเพิ่มเติมบางส่วนในพุทธศตวรรษที่ 18 (บางตำราบอกว่าปราสาทหินพิมายเป็นต้นแบบในการสร้างนครวัดในเขมร) 

ปราสาทหินพิมายวางผังเป็นรูปสี่เหลี่ยม ประกอบด้วย  สระขวัญ คูเมือง กำแพงชั้นนอก สะพานนาคราช โคปุระชั้นนอก(ประตูทางเข้า) โคปุระชั้นใน บรรณาลัย ปรางค์พรหมทัต และปราสาทองค์ประธาน




สะพานนาคราช  สร้างด้วยหินทรายเป็นรูปกากบาท ขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว31.70 เมตร ด้านทิศเหนือมีทางเดินเชื่อมต่อกับซุ้มประตูกำแพงปราสาททางทิศใต้ ราวสะพานโดยรอบทำเป็นลำตัวนาคราช ชูคอแผ่พังพาน มี 7 เศียร หันหน้าออกไปยังเชิงบันไดทั้งสี่ทิศ


ชาลาทางเดินเป็นทางเดินเชื่อมระหว่างระเบียงคตทางทิศใต้กับปราสาทองค์ประธาน



ปราสาทองค์ประธาน ทางทิศตะวันตก


ลวดลายสลักเสลาที่เสาประตูปราสาทองค์ประทาน


ปราสาทองค์ประธาน สร้างด้วยหินทรายสีขาว หันหน้าไปทางทิศใต้ สูง 28 เมตร ฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม กว้าง 22 เมตร มีมุข 3 ด้าน ด้านหน้ามีมณฑป 

มณฑปคือห้องรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 8x15 เมตร ทั้งตัวปราสาทและมณฑปตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ประกอบด้วยฐานเชียงและฐานบัวเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นสลักลวดลายต่างๆ เช่น ลายกลีบบัว ลายประจำยาม  


ทับหลังรูปพระราม พระลักษณ์ต้องศรนาคบาต เหนือประตูปราสาทองค์ประธาน


ทับหลัง

ตามจารึกได้พูดถึงภาพเล่าเรื่องรามายนะว่ามีเนื้อหาสรรเสริญวีรบุรุษ ซึ่งต่อมาเมื่อศาสนาพราหมณ์เกิดขึ้นและได้วิวัฒนาการมาเป็นศาสนาฮินดู เรื่องราวในมหากาพย์รามายนะได้ถูกดัดแปลงเป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์ (ปางที่ 7) เรียกว่า "รามาวตาร" ตามลัทธิไวษณพนิกายของศาสนาฮินดู (พระนารายณ์หรือพระวิษณุถือว่าเป็นเทพสูงสุด) 

"รามาวตาร" จัดว่าเป็นคัมภีร์ที่สำคัญที่สุดคัมภีร์หนึ่งของศานาฮินดู ส่วนรายามายนะฉบับที่เก่าแก่ที่สุดแต่งโดยฤาษีวาลมิกิในต้นพุทธกาล ส่วนภาษาไทยนั้นมีชื่อว่า "รามเกียรติ์" มีเนื้อหาแตกตต่างกันไปบ้างตามความบิดพลิ้วทางจินตนาการและตกหล่นทางประวัติศาสตร์วรรณกรรม 

รามายนะที่สำคัญๆ ปรากฏให้เห็นบนหินสลักเหนือบานประตูที่เราเรียกันว่า "ทับหลัง" ในปราสาทขอมปรากฏทับหลังเล่าเรื่องรามายนะอยู่มากมาย ก่อเกิดเป็นเรื่องราวที่น่าติดตาม น่าสนใจศึกษา เป็นที่สนใจของนักประวัติสาสตร์ นักโบราณคดี ส่วนผู้ที่สนใจงานแกะสลักเกี่ยวกับงานศิลปะ ทับหลังเหล่านี้ถือเป็นงานแกะสลักชึ้นสูงที่เราเรียกว่า "งานครู" 


ปฏิมากรรมพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอม ในปรางค์พรมทัต ปราสาทหินพิมาย จ.นครราชสีมา


พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

ในอดีตเคยยิ่งใหญ่ดั่งยอดคน เกริกฟ้า
มากมายปวงราษฎร์ชาติประชา กราบไหว้
เพียงนาทีหนึ่งอาณาจักรล้มเสื่อม วิญญาณสลาย หายจาก
ที่ยังอยู่คงเคียงอดีต คือซาก พิมายเมือง  
...............................

ปฏิมากรรมพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระพักตร์พระองค์ก้มต่ำ ทอดพระเนตรลงดิน ช่างปั้นรูปนี้อาจไม่ได้ตั้งใจ แต่อดคิดไม่ได้ว่ามันหมายถึงการสิ้นสุดสายกษัตริย์ ซึ่งพระองค์เป็นผู้ครองแผ่นดินเขมรองค์สุดท้าย ก่อนอาณาจักรอันรุ่งเรืองล่มสลายลง 

ขณะมองรูปเคารพของพระองค์มีความรู้สึกเหมือนพระองค์ยังคงอยู่ มีวิญญาณแต่ไม่มีลมหายใจ หินก้อนใหญ่ดูเบาโหวง เหมือนพระองค์กำลังปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการศรัทธาที่ทับถมมาหลายพันปี แต่สุดท้ายอาจสลัดไม่หลุดเพราะพระองค์ต้องมนต์คำสาปจนมิอาจหายไปจากวิมายปุระแห่งนี้ หรือวิญญาณนั้นถูกกำหนดให้สถิตย์อยู่คู่ปราสาทหินตราบนานเท่านาน (อาจเป็นเพียงเรื่องราวไร้สาระที่ผมรู้สึกไปเอง)


มณฑป มองจากหน้าต่างปราสาทองค์ประธาน


มีใครบางคนบอกว่าคนไทยไม่ชมพิพิธภัณฑ์ ไม่ไปเที่ยวปราสาทหิน ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมเห็นด้วยว่าเป็นเช่นนั้น แต่ตอนนี้ผมว่าไม่ใช่ คือมีคนไทยส่วนหนึ่งมองเห็นคุณค่าอดีต ตามหาสิ่งที่ยังหลงเหลือ ถ้าไม่มีก็ไม่เห็นค่า ถ้าไม่มาก็ไม่ประจักษ์ แต่จะมีกี่คนที่รักและเริ่มเดินทางค้นหาอดีตจากพิพิธภัณฑ์ วัด และปราสาทหิน สำหรับผมเชื่อว่าก้าวเท้าไปบนแดนดินถิ่นเดิมเพื่อเรียนรู้รากเหง้าถือเป็นการพัฒนาความรู้จากปัจจุบันให้เดินทางไปสู่อนาคต (ประมาณรู้รากเพื่อจากลายังดีกว่าไม่รู้อะไรเลย)

ความจริงการเดินทางท่องเที่ยวเชิงศึกษานั้นสนุกได้หากมีการเตรียมพร้อมเรื่องข้อมูล คือถ้าเราศึกษามาบ้างหรือมีข้อมูลติดตัวมาพร้อมคำถาม เราจะได้รับคำตอบที่น่าพิศวง และอาจเพลิดเพลินจนหลงลืมไปว่าเรายืนอยู่ในปัจจุบันโดยมีอดีตหลายพันปี โอบกอดอยู่ 


กำแพงชั้นใน


เอกสารอ้างอิง
- นำชมอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย กรมศิลปากร

หมายเหตุ
- ปราสาทหินพิมาย ตั้งอยู่ที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปบนถนนมิตรภาพประมาณ 60 กิโลเมตร
- ช่วงเช้ากับช่วงบ่ายเป็นช่วงที่น่าเยี่ยมชมเพราะไม่ร้อนมาก ที่สำคัญแสงอาทิตย์ที่สาดส่องตัวปราสาททำให้เกิดความงามและมีมิติ
- รอบๆ ปราสาทหินมีร้านอาหารบริการ ทั้งอาหารไทย (ถิ่น) อาหารฝรั่ง ญี่ปุ่น และอาหารไทยประยุกต์แบบสเต็กจิ้มแจ๋ว (ร้านยิ้ม)
- สถานทีท่องเที่ยวใกล้เคียง ไทรงาม และแหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท


กำแพงชั้นนอก