วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ถนนนางงาม เมืองเก่าสงขลา


งานอาร์ตบนกำแพงอาคารเก่า

ผมเป็นคนชอบสถาปัตยกรรมอาคาร บ้าน วัด วัง ทั้งเก่าและใหม่ ทั้งแบบไทยและที่ได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศ ที่ชอบเพราะสถาปัตยกรรมเก่าก่อประโยชน์ในเรื่องสิ่งที่ประเทศไทยได้รับ การประยุกต์ปรับปรุง ความคงอยู่ รวมถึงวิถีความเป็นไป ส่วนสถาปัตยกรรมใหม่ได้เห็นวิธีคิดของสถาปนิกในปัจจุบันว่าคิดและทำอะไรกับเมือง ทำอะไรกับตัวสถาปัตยกรรม ซึ่งในหลายส่วนของโลกปัจจุบันสถาปนิกส่วนหนึ่งคำนึงถึงสภาพแวดล้อม ยกเว้นประเทศไทยที่ยังไม่เห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนอกจากทะยานไปตามความคิดของนักลงทุน เท่แต่ไม่สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ



การท่องเที่ยวเมืองหรือที่นิยมเรียกถนนคนเดินในจังหวัดต่างๆ มักมีสถาปัตยกรรมเก่าให้เราชื่นชมอยู่เสมอ หนึ่งในนั้นมีถนนนางงามแห่งเมืองสงขลาอยู่แถวหน้าของเมืองไทย ที่กล้าบอกว่าเป็นถนนคนเดินที่มีชีวิตเพราะชีวิตมิได้ปรุงแต่งแต่ยังคงดำเนินวิถีเหมือนครั้งเก่าก่อน จะมีบ้างที่ตัวอาคารปรับไป โรยไป รื้อร้างไปเนื่องจากหมดสภาพ แต่โดยรวมยังคงอยู่อย่างเหนียวแน่น สภาพบ้านเรือนยังดีเยี่ยม ที่สำคัญ บนถนนสายนี้หรือใกล้เคียงยังพบศาลเจ้า วัดพุทธและมัสยิดอยู่ใกล้ๆ กัน แสดงถึงความอยู่ร่วมที่งดงาม เป็นสิ่งชี้ชัดถึงความสมัครสมานสามัคคีโดยไม่มีความต่างทางศาสนามาเป็นตัวดักเสรีภาพในเชิงความคิด หรืออีกนัยหนึ่งศาสนาไม่ได้เป็นชนวนสงคราม ไม่ได้เป็นตัวประกันในเรื่องความแตกแยกอย่างที่เข้าใจ


ศาลหลักเมือง


บนถนนนางงามมีร้านอาหาร ร้านขนมเก่าแก่ ทั้งอาหารจีนไทย มีอาคารตั้งแต่ยุคเก่าก่อนปรากฏให้เห็นมากมาย ตัวอาคารส่วนใหญ่เป็นอาคารประเภทตึกแถวแบบจีนดั้งเดิมและตึกแถวแบบอาคารพาณิชย์ ซึ่งปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย



ตึกแถวแบบจีนดั้งเดิม สร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2379 ซึ่งเป็นช่วงแรกในการสร้างเมืองสงขลา รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นอาคารปูนหรือกึ่งปูนกึ่งไม้ ด้านล่าง (ด้านหน้า) ใช้ค้าขาย ด้านบนใช้เก็บของ ด้วยตึกแถวมีความลึกมากเฉลี่ยประมาณ 30-40 เมตร ผู้ออกแบบจึงจัดวางพื้นที่โล่งกลางบ้าน (Court) ก่อประโยชน์ในการทำกิจกรรมต่างๆ ส่วนท้ายสุดของอาคารทำเป็นที่อยู่อาศัย ทางกรมศิลปากรได้ระบุว่าอาคารจีนหลังแรกของสงขลาไม่ได้อยู่บนถนนนางงาม แต่ตั้งอยู่ที่ถนนหนองจิก



ตึกแถวแบบอาคารพาณิชย์ เป็นอาคารที่สร้างถัดจากอาคารรุ่นแรก ลักษณะสถาปัตยกรรมมีความคล้ายกับอาคารรุ่นแรกแต่มีการประยุกต์ให้ทันสมัยขึ้น ตัดทอนรายละเอียดลง ตัดทอนความเป็นจีนออกไปบ้างบางส่วน อาคารยุคนี้มีอายุประมาณ 70 ปีขึ้นไป


โรงสีแดงหรือหับโห้หิ้น

นอกจากนี้ยังมีโรงสีขนาดใหญ่ “หับโห้หิ้น” หรือ “โรงสีแดง”  ซึ่งปัจจุบันเลิกกิจการสีข้าวเปลี่ยนเป็นท่าจอดเรือประมงและทำเป็นแหล่งข้อมูลสนับสนุนการท่องเที่ยว โรงสีหับโห้หิ้นด้านหนึ่งติดถนน ด้านหนึ่งติดทะเลสาบสงขลา เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมเยือนทุกวัน (คนในวงการโฆษณาตั้งแต่ยุค 20 กว่าปีที่แล้วคงคุ้นชื่อ "หับโห้หิ้น" กันดีเพราะมีการนำชื่อนี้มาตั้งเป็นบริษัทเกี่ยวการผลิตโฆษณา เป็นหนึ่งในบริษัทฝีมือฉกาจเป็นที่ยอมรับในวงการโฆษณาเป็นอย่างมาก)


พรีเวดดิ้งที่ท่าเทียบเรือหับโห้หิ้น

ปัจจุบันถนนนางงามยังเป็นแหล่งการค้าแม้ไม่คึกคักดังเดิมแต่ยังคงมีลมหายใจอยู่ ที่สำคัญถนนสายนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์เมือง เป็นตัวบ่งชี้ความเจริญในอดีตซึ่งก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาริมทะเลสาบสงขลาอันกว้างใหญ่ 



ใครไปสงขลาอย่ามัวแต่เพลิดเพลินกับสิ่งเร้าอื่นๆ ถนนนางงามและถนนบริวารที่อยู่ติดกันล้วนมีสิ่งละอันพันละน้อยให้เข้าไปศึกษาเที่ยวชม มีร้านอาหารและร้านขายขนมโบราณให้ชมชิมโดยฝีมือการปรุงจากผู้เฒ่าผู้แก่หรืแแม้แต่คนรุ่นใหม่ที่ได้รับมรดกตกทอดเกี่ยวการปรุงอาหารยังรักษารสชาติดั้งเดิมไว้ได้ดีเยี่ยม



การไปเยือนถนนางงามครั้งนี้มีเรื่องน่าเสียดายอย่างหนึ่งคือผมมีเวลาน้อยมากต้องลากสังขารชราจากถนนนางงามไปทะเลน้อยพัทลุง ไปตลาดน้ำคลองแดน แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีใจที่ได้มาเพราะห่างหายจากถนนสายนี้นานมากกว่า 10 ปีแล้ว

สำหรับบทสรุปส่วนตัวผมกล้าบอกว่าถนนนางงามเป็นถนนที่น่าเดินมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย เป็นชุมชนทรงคุณค่าที่ควรค่าต่อการอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่คู่เมืองสงขลาสืบไป

หมายเหตุ
- ขอแนะนำให้ไปช่วงเช้าหรือบ่าย แสงแดดยามเช้าและเย็นตกกระทบอาคารเก่าแก่นั้นเข้มขลังนัก เห็นแล้วรักเลย


ทะลสาสสงขลา บริเวณท่าเรือหับโห้หิ้น

+บทวิถีบนถนนเก่าแก่แห่งเมืองสงขลา


วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ป่าดึกดำบรรพ์ ระยอง


ที่นี่มีบึงน้ำ ในน้ำมีใบบัว มีสาหร่าย มีกก มีนก มีหญ้า มีปลา มีหญ้าหนังหมาเลื่อนลอยไปมา

ที่นี่มีป่าชายเลน ป่าโปร่ง ป่าดิบ มีไม้ดอก มีไม้ใบ มีป่าเสม็ดขาวผืนใหญ่ เป็นป่าเสม็ดโบราณอายุหลายร้อยปี

ที่นี่คือสวนพฤกษศาสตร์ระยอง สวนพันธุ์ไม้ในพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่สำคัญมากในภาคตะวันออก

ที่นี่เป็นแหล่งก่อเกิดความรักระหว่างคนกับพืช พบกันครั้งแรกก็หลงรัก.. รักความหลากหลายในความหมายของความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ไม่น่าเชื่อ “ป่าดึกดำบรรพ์อันงดงาม” ตามหามานมนานอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ แค่นี้เอง
…แค่ระยองหิ


บรรยากาศบึงน้ำเสม็ดขาว

การเดินทางในสวนพฤกษศาสตร์มีหลายวิธี มีหลายทาง แล้วแต่เลือก เช่น เดินเท้าแล้วไปต่อเรือ ไม่เอาเรือแต่เปลี่ยนเป็นจักรยานต่อด้วยการเดินเท้า หรือไม่อยากเดินเท้าก็เอาเรืออย่างเดียว หรือเดินเท้าเพียงอย่างเดียวก็ได้ แล้วแต่ความพึงพอใจและเหมาะสม ส่วนผมกับพรรคพวกเริ่มด้วยเรือต่อด้วยการเดินเท้า การเลือกแบบนี้ทำให้เราเห็นอะไรได้มาก คิดว่ามากกว่าการเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ระหว่างเรือแล่นผ่านบึงกว้าง สายลมเย็นพัดผ่านมาพร้อมกับนกหลากสายพันธุ์ พวกมันขยับปีกบิน บินไปเกาะบนยอดไม้ เอียงคอมองชายแปลกหน้า มองอาวุธปืนในมือที่ไม่ทำร้ายชีวิตใคร ช่วงหลังๆ มันเข้ามาใกล้ มันคงสงสัยว่าเสียงอะไรดัง แช้ต..แช้ต ผมสบตา..บอกมันว่า "อย่ากลัวเสียงชัตเตอร์ ไม่ใช่เสียงปืน เราไม่ทำร้ายเจ้า ขอแค่เก็บร่างกับเงางามไว้ในความทรงจำเท่านั้นก็พอ" 


นกปากห่าง

ณ บึงน้ำ พบบัวหลวง บัวเผื่อน หญ้ากก หญ้าสามเหลี่ยม ผุดใบอยู่เป็นระยะ และได้พบ"กระจูด"กระจายอยู่ตามตลิ่ง ปลายสุดของก้านเบ่งดอกตูม หากอยู่ในระยะไกลคงไม่มีโอกาสเห็นดอกเหล่านี้ ต่อเมื่อเราโฉบเข้าไปใกล้ๆ จึงรู้ว่าพืชน้ำนาม"กระจูด" นั้นสวยงามและน่าสนใจมากทีเดียว

กระจูด เป็นไม้ล้มลุกตระกูลเดียวกับต้นกก ลำต้นมีลักษณะกลม ภายในกลวง ขนาดเท่าก้านธูป สูง 1-3 ม. ปกติพบมากในแถบภาคใต้ สำหรับภาคตะวันออกมีเพียงแห่งเดียวคือที่บึงสำนักใหม่ ที่มีสภาพคล้ายป่าพรุในภาคใต้ ชาวบ้านในแถบบ้านมาบเหลาชะโอนได้นำเอาต้นกระจูดเหล่านี้มาทำเป็นผลิตภัณฑ์จักสาน อาทิ เสื่อกระจูด ตะกร้า กระเป๋า หมวก ฯลฯ สร้างรายได้ให้แก่ชาวชุมชนได้มากถึงเดือนละ 1-2 ล้านบาทเลยทีเดียว


บนทุ่งหญ้าหนังหมา ทุ่งหญ้าลอยน้ำที่น่าอัศจรรย์

นอกจากนี้ยังมีผืนหญ้าขนาดใหญ่ลอยตัวอยู่ในน้ำดูคล้ายเป็นเกาะหรือพื้นดิน ซึ่งชาวบ้านแถวนี้เรียกว่า “หญ้าหนังหมา” มีลักษณะเป็นหญ้าที่ทับถมกันจนสูงขึ้นเรื่อยๆ สูงประมาณ 50 ซม. ถึง 1 เมตร

มีใครหลายคนเข้าใจว่าพืชกินแมลงชื่อ"หม้อข้าวหม้อแกงลิง"เติบโตในป่าดิบ ป่าที่ครึ้มไพรใบดกหนา นั่นไม่ใช่ความคิดที่ถูกทั้งหมด เพราะริมบึงแห่งนี้มีหม้อข้าวหม้อแกงลิงเติบโตอยู่ริมน้ำ พบง่ายบันทึกไม่ยาก มีความสมบูรณ์มาก


หม้อข้าวห้อมแกงลิง


ดอกโคลงเคลง

หลังจากเรือส่งเราที่ท่าน้ำเล็กๆ  ผู้บุกรุกเดินแกว่งเท้าไปตามทางแคบเล็ก มีทุ่งหญ้าป่าโปร่งโอบล้อม บนนี้ได้พบดอกไม้งามที่เคยคุ้น ดอกงามที่เห็นถูกมนุษย์เรียกว่า"โคลงเคลง" มันเป็นดอกไม้อัศจรรย์ชนิดหนึ่งที่เติบโตอยู่ได้ในหลายพื้นที่ ออกดอกใบในหลายระดับความสูง เริ่มตั้งแต่คันนา ป่าสูง ยอดดอย และรวมถึงบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำของสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ด้วย


เสม็ดขาว ป่าดึกดำบรรพ์

ส่วนให้ไฮไลท์ในความรู้สึกของช่างภาพคงเป็นป่าเสม็ดเก่าแก่ที่เจริญเติบโตในที่ลุ่มน้ำท่วมขัง พวกมันเรียงตัวกันหนาแน่นพอประมาณ ไม่ถึงกับดิบทึบ หลวมๆ พอให้แสงแดดยามเย็นแทงสอดรอดผ่านกิ่งก้านใบ และที่น่าทึ่งอีกหนึ่งป่าคือความหนาแน่นของไม้เลื้อยใบเขียว พวกมันเลื้อยปกคลุมพื้นดินและต้นไม้ใหญ่กลายเป็นความงดงามแปลกตาประหนึ่งป่าดึกดำบรรพ์ในจินตนาการ


ป่าเข้มครึ้ม งดงามเกินคิดว่านี่คือป่ากลางบึงน้ำ


อาทิตย์ยามเย็น

เที่ยวระยองอย่ามัวแต่รื่นรมย์กับคลื่นสวยฟ้าใส อย่ามัวแต่หลงใหลอาหารทะเลกับสวนผลไม้ ลองก้าวเท้าเข้ามาเยี่ยมชมสวนพฤกษศาสตร์กันบ้าง แล้วท่านจะพบว่าป่าดึกดำบรรพ์ชายฝั่งทะเลตะวันออกนั้นมีอยู่จริง และในความจริงเต็มไปด้วยเรื่องน่าพิศวง บางครั้งหลงคิดว่ามันเป็นป่าจินตนาการในเทพนิยายเก่าแก่จริงๆ เป็นป่างามที่เราสามารถพาครอบครัวหลุดเข้าไปในโลกใบนี้ได้โดยไม่ยากเลย ที่สำคัญสุดท้าย ต้องบอกว่าบรรยากาศยามสนธยาในป่าแห่งนี้สวยงามมากครับ



หมายเหตุ
-          สวนพฤกษศาสตร์จังหวัดระยองตั้งอยู่ที่บ้านพลงไสว ตำบลชากพง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ปัจจุบันยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเที่ยวชมได้ ซึ่งหากติดต่อล่วงหน้า จะมีเจ้าหน้าที่คอยนำทางและบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ไม้ที่น่าสนใจตลอดเส้นทาง ใช้เวลาชมประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-3863-8880 –1 (ทางเดินเรียบง่ายแสนสะดวก)

-         

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558

หนองหาน สกลนคร



อาทิตย์สนธยาเหนือทะเลสาบหนองหาน ภูเขาด้านหลังคืออุทยานแห่งชาติภูพาน

ก่อนแสงแรกแห่งทิวาจะมาถึง แผ่นน้ำเบื้องหน้ามีสีครามคล้ำ ฟ้าหม่นมัว ลมหนาวปลายปีสาดซัดเรือนร่างให้เหน็บหนาวราวต้องเข็มแหลมร้อยพันเล่ม เวลาผ่านไป ม่านฟ้าสว่างขึ้น...สว่างขึ้น...อาทิตย์ดวงเดิมโผล่พ้นขุนเขาในฝั่งลาว  แสงสีทองค่อยๆ ทาทาบแผ่นฟ้า รัศมีสีส้มทองแผ่ขยายเป็นวงกลม...กว้างขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งสาดแสงจับแผ่นน้ำใสกลายเป็นโขงสีทอง ตอนนี้ไม่เหลือน้ำสีคราม ไม่เหลือฟ้าหม่น ทั้งหมดทั้งมวลกลายเป็นสีทอง ไม่มีร่องรอยของชนชั้นว่าข้าคือฟ้า เจ้าคือน้ำ ทุกอย่างสวยงามเทียมเท่ากันทั้งสิ้น


อาทิตย์ยามเช้าสาดแสงทาทาบหนองหานกลายเป็นทะเลทอง

ฟ้ายังไม่สาง ทางยังมืดหม่น บนท้องนามีสายหมอกบางๆ ปกคลุมนวลนุ่มราวกลัวซังข้าวแห้งจะชอกช้ำ ริมท้องน้ำกว้างใหญ่นาม  “ทะเลสาบหนองหาน” มีวัดพุทธขนาดกลางปลูกสร้างอยู่ริมน้ำสอง-สามวัด เช่น วัดบ้านท่าวัด ฯลฯ วัดเหล่านี้มีดีตรงที่มีของเก่าเก็บให้ผู้คนได้ชื่นชม ของเหล่านี้มีอายุอานามหลายพันปี เป็นของเก่าตั้งแต่ยุคสัมฤทธิ์ ยุคทราวดีเรื่อยมาถึงยุคอยุธยาและรัตนโกสินทร์


ตักบาตรเช้าริมทะเลสาบหนองหาน 

ฟ้าสาง ทางสว่าง อาทิตย์วันใหม่ลอยล่องเหนือผิวน้ำ สาดแสงสีทองทาทาบหนองหานกลายเป็นทะเลสาบสีทอง งดงามประหนึ่งเป็นภาพเขียนในจินตนาการมากกว่าเป็นภาพจริง
นกกระยางฝูงใหญ่ขยับปีกหายไปกับสายลมหนาว เรือหาปลาทยอยออกจากท่าน้ำริมตลิ่ง มุ่งออกไปวางตาข่ายเพื่อดักปลา นำมาเป็นอาหารจำนวนหนึ่ง นำไปขายอีกจำนวนหนึ่ง ชาวประมงแห่งลุ่มน้ำหนองหานเป็นอีกลีลาชีวิตหนึ่งที่สร้างสีสันให้หนองหานสดสวยสมบูรณ์แบบ ส่วนบึงบัวสายหรือบัวแดงย่อมกลายเป็นแรงสนับสนุนให้ทะเลสาบแห่งนี้มีสีสันมากขึ้น


นักท่องเที่ยวในหนองหาน ที่นี่น้ำใสสะอาด น้ำเป็นแผ่นเรียบ ทำให้เงาสะท้อนงดงามมาก


ปลาเนื้ออ่อนหนองหาน

ภาพชาวบ้านหยิบอาหารออกจากถาดทองเหลืองบรรจงวางลงในบาตรใบใหญ่เป็นภาพที่เกิดขึ้นริมน้ำหนองหาน เป็นวัฒนธรรมอันดีงามตามทำนองครองธรรมที่ต้องจารึกไว้ในความทรงจำ 
ด้านหลังพิธีตักบาตรสงฆ์ริมฝั่ง มีเรือประมงลำเล็กแล่นผ่านไปช้าราวไม่เร่งรีบหรือร้อนรน เรือลำน้อยแล่นไปบนพื้นผิวทะเลทอง ลำแล้วลำเล่าแล่นหายไปกับไอหมอกที่ลอยล่องเหนือแผ่นน้ำ มีฝูงนกนางแอ่นบินไล่ตามไปเหมือนกลัวถูกทอดทิ้งไว้กลางผืนน้ำกว้าง นี่คือบรรยากาศยามเช้า ณ ทะเลสาบหนองหาน สกลนคร 


บึงบัวแดงที่หนองหาน สกลนคร

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ผาช่อ เชียงใหม่ แกรนด์แคนยอนเมืองไทย

สายฝนปะปนแรงลมโหมผัดซัดขุนเขา ร่างกายผุกร่อน เนื้อดินหลุดล่อน ก้อนกระดูกเสื่อมสลาย ทว่าไม่ถือเป็นความเสียหาย หากกลายเป็นแผ่นผาน่าพิสมัย กลายเป็นขุนเขาแห่งความทรงจำ


ขุนเขาหรือภูผาที่ถูกลมฝนกัดกร่อนอยู่หลายล้านปีมีอยู่หลายที่ในโลก มีหลายที่ในประเทศไทย ที่รู้จักกันดีคือ “แพะเมืองผี” จังหวัดแพร่ “ ละลุ” จังหวัดสระแก้ว แถวๆ หนองหญ้าปล้องเมืองเพชรก็มี แต่มีขนาดเล็ก เล็กจนคนที่ผ่านไปมาไม่ใคร่สังเกต ส่วนภูผาล่าสุดที่ถูกกล่าวถึงความงามมิรู้จบคือผาช่อ 


ผาช่อ ตั้งอยู่ในอำเภอดอยหล่อ อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติแม่วาง ผาช่อเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของลมฝน ทำให้ภูผาผุกร่อน เกิดเป็นร่องรอยงดงาม ผาช่อมีลักษณะทั่วไปเป็นกำแพงและเสาหินขนาดใหญ่ มีขนาดสูงประมาณ 30 เมตร ส่วนด้านกว้างราว 100 เมตร ผาช่องามไม่เหมือนที่ใด ใครไปใครรัก ใครไปใครหลงใหล


                                   
ด้วยลักษณะทางธรรมชาติที่แปลกตาคล้ายแกรนด์แคนยอน ผาช่อจึงถูกขนานนามว่า “แกรนด์แคนยอนเมืองไทย”
เรื่องชื่อแกรนด์แคนยอนมีข้อถกเถียงจากคนบางกลุ่มว่าสมควรใช้หรือไม่อย่างไร ซึ่งผมเห็นว่านั่นเป็นประเด็นหนึ่งแต่ไม่ได้มีความสำคัญเท่าตัวภูผาที่ปรากฏ สิ่งที่ควรบันทึกและศึกษากันให้ถึงเนื้อความธรรมชาติคือสิ่งที่ก่อเกิดและผุกร่อนต่างหาก ความสำคัญดังกล่าวยังมีเรื่องราวให้เราพัฒนากันอีกเยอะ เช่น การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบนิเวศน์ศึกษา เที่ยวแบบส่งผลกระทบต่อธรรมชาติให้น้อยที่สุด อะไรประมาณนี้ครับ
 (มีนักวิชาการบางท่านเชื่อว่าหลายร้อยพันปีก่อนบริเวณแห่งนี้เคยเป็นทางเดินของแม่น้ำปิง กระทั่งแม่น้ำปิงได้เปลี่ยนสายย้ายทิศไหลไปทางที่อื่น)



การเดินทาง
การเดินทางไปชมผาช่อไปได้หลายทาง เช่น จากอำเภอเมืองมาที่อำเภอสันป่าตอง เดินทางต่อมาที่อำเภอดอยหล่อ จากนั้นสังเกตป้ายข้างทางเขียนว่าแหล่งท่องเที่ยวผาช่อ  หรือมาทางอำเภอจอมทองก่อน จากนั้นเข้าสู่อำเภอดอยหล่อจะเห็นป้ายผาช่ออยู่ในระหว่างทาง 
สำหรับเส้นทางเข้าผาช่อช่วงสุดท้ายมีระยะทางประมาณ  7 กม. (เจ้าหน้าที่บอกประมาณนั้น) เป็นเส้นทางดินลูกรังอัดแน่น ถนนปรับเพื่อรองรับการท่องเที่ยว ถนนใช้ได้ดีไม่ถึงกับลำบาก รถทุกชนิดเข้าถึง ระหว่างทางมีป่าโปร่งเบญจพรรณโอบกอด หากไม่รีบเร่งหรือมีเวลามากพอจะพบนกประจำถิ่นเป็นจำวนมาก


เมื่อถึงลานจอดรถต้องเดินเท้าไปอีกประมาณ 500 เมตรผ่านเส้นทางศึกษาธรรมชาติ โดยขาไปขึ้นบันได ลงบันได ขากลับออกมาอีกทางหนึ่งเป็นทางธารน้ำ ช่วงหน้าแล้งธารแห้งเดินได้ หน้าฝนเดินลำบาก ทางอุทยานฯ จึงปิดไม่ให้คนเข้าในช่วงฝน ใครจะมาในช่วงนี้ลองสอบถามทางอุทยานฯ ให้แน่นอนอีกที เพราะความจริงเปิดได้ไปได้ คือไม่ต้องเดินในล่องน้ำแต่กลับมาตามทางเดิม ที่นี่เดินง่าย เด็กเดินได้ ผู้ใหญ่เดินดี ไม่มีอุปสรรคใดๆ มีหมวกซักใบ น้ำซักขวด รองเท้าผ้าใบซักคู่เท่านี้ก็หรูไปดูภูผาด้วยความสะดวกและเพลิดเพลินครับ



วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

แอ่วเหนือม่วนกั๋น ปั่นวันธรรมดา เชียงใหม่

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมาผมกับเพื่อนบินลัดฟ้าไปเชียงใหม่ (ล่วงหน้านักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ 1 วัน) งานนี้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมกับการบินไทย สายการบินไทยสไมล์จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวแดนดินถิ่นล้านนา โดยใช้ชื่อว่า "แอ่วเหนือม่วนกั๋น ปั่นวันธรรมดา"


โบราณสถานที่เวียงกุมกาม



งานนี้น่าสนใจตรงจัดทัวร์แบบราคาประหยัดแต่คุ้มค่า 3 วัน 2 คืน เที่ยว 3 จังหวัด เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน เที่ยวตั้งแต่ตื่นยันง่วงเหงาหาวนอน ราคาไม่ถึง 6,000 บาท รวมตั๋วเครื่องบิน โรงแรม อาหาร (ถูกอย่างนี้ไม่มีแล้ว)

สำหรับแหล่งโบราณคดีและวัดวาอารามเริ่มจากเชียงใหม่ คือเริ่มปั่นจักรยานเที่ยวชมกลุ่มโบราณสถานและวัดในเมืองเก่าล้านนา "เวียงกุมกาม"

เส้นทางส่วนใหญ่ร่มเย็นเงียบสงบ เหมาะกับการปั่นจักรยานท่องเที่ยวเชิงศึกษา ระหว่างทริปมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีร่วมบรรยายตลอดทางทำให้ก่อเกิดความรู้ความเข้าใจในแหล่งโบราณคดีนั้นๆ


พญานาคบนหลังคาพระอุโบสถวัดช้างค้ำ เวียงกุมกาม


การแสดงผ้าไทยล้านนาที่หลองข้าวลำ เชียงใหม่


วัดเจดีย์เหลี่ยม เชียงใหม่


วัดพระแก้วดอนเต้า ลำปาง

จากเชียงใหม่ วันรุ่งขึ้นขบวนแอ่วเหนือย้ายไปเมืองรถม้าลำปางด้วยรถบัส จากนั้นจึงไปปั่นจักรยานโดยเริ่มที่วัดพระแก้วดอนเต้า คราวนี้ขี่ผ่านเมือง ลัดเลาะไปตามวัดต่างๆ เช่น วัดปงสนุก แล้วไปจบที่ "กาดกองต้า" ถนนสายสำคัญของเมืองลำปางซึ่งในอดีตเคยเป็นถนนลือเลื่องเฟื่องสุดขีดเนื่องจากเป็นแหล่งค้าไม้ในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

ช่วงบ่ายแวะไปชมแหล่งเซรามิกสำคัญที่ "ธนบดีเซรามิก" ที่บอกว่าสำคัญเพราะชามตราไก่ในเมืองไทยถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในเตาเผาแห่งนี้


วัดปงสนุก ลำปาง



รุ่งสางวันสุดท้าย เริ่มต้นกันใหม่ที่วัดจามเทวีเมืองลำพูน จากนั้นลัดเลาะเลียบเมืองไปที่วัดสันป่ายาง กู่ช้างกู้ม้า วัดพระยืน และวัดพระธาตุหริภุญชัยมหาวรวิหาร


วัดสันป่ายาง ลำพูน


วัดจามเทวี ลำพูน

สำหรับการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้ผมเห็นว่าเกิดประโยชน์ในหลายแง่มุม คือได้สัมผัสแหล่งท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด ได้ออกกำลังกาย ได้พักผ่อนหย่อนใจ ได้เที่ยวแบบสะดวกสบายในราคาประหยัด

หวังว่าการจัดการท่องเที่ยวแบบนี้จะดำเนินต่อไปเพราะเกิดประโยชน์อย่างจริงจังดังกล่าว ส่วนจังหวัดใดจะนำไปประยุกต์ใช้ก็น่าทดลองดู (คิดว่าทำได้ไม่ยาก) ส่วนสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือการจัดการอย่างมีระบบระเบียบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและประโยชน์ในการท่องเที่ยวเป็นหลักใหญ่ครับ



หมายเหตุ

- ไม่สามารถเล่ารายละเอียดได้หมดเพราะเยอะเหลือเกิน เอาไว้ยกมาเป็นเรื่องๆ แล้วมาเล่านอกรอบให้ฟังครับ

แกรนด์แคนยอน เชียงใหม่



ณ ที่แห่งนี้ในอดีตคือผืนดินกว้างราว 30 ไร่ เจ้าของได้ขุดเจาะเลาะลอกหน้าดิน เปิดกิจการขายดิน โดยเจาะลึกลงไปเรื่อยๆ กระทั่งไปสิ้นสุดที่ 30 เมตร

หลายปีผันผ่าน ตำนานบ่อดินผันเปลี่ยน จากกิจการขายดินเปลี่ยนมาเป็นกิจการขายน้ำ รถตักดินเปลี่ยนเป็นเรือพาย บ่อดินกลายเป็นบึงน้ำท่ามกลางขุนเขา แกรนด์แคนยอนเมืองไทยปรากฏกายใต้เงาเมฆ ทอดตัวอยู่ในอ้อมกอดแผ่นฟ้าแสงตะวัน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ให้นักเดินทางและผู้สนใจได้เข้าไปเสพสัมผัส



แกรนด์แคนยอน เชียงใหม่ มีทัศนียภาพแปลกตา น่าพิสมัยสำหรับคนชอบน้ำชอบความสูง แรกๆ มีคนลักลอบเข้ามาเล่น มีชาวต่างชาติเข้ามาแหวกว่ายพายเรือ ตอนนี้กลายเป็นธุรกิจท่องเที่ยว เจ้าของเปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเข้ามาชมชื่นได้รื่นเริงกับการแหวกว่ายสายน้ำสวยด้วยความลึกกว่า 30 เมตร (ช่วงฤดูฝนระดับน้ำเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 5 เมตร)





ค่าเข้ามาเล่นในแกรนด์แคนยอน เขาคิด 50 บาท แลกเครื่องดื่มอาหาร เล่นได้ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ที่นี่ไม่มีพิธีอะไรมากกมายแค่ซื้อตั๋วแล้วแจ้งที่อาคารเอนกประสงค์เท่านั้นเป็นอันเสร็จ ส่วนผู้ที่ไม่นิยมแดด ไม่นิยมน้ำ สามารถเตร็ดเตร่อยู่ในอาคารกรุกระจกได้โดยสะดวก ที่สำคัญมุมจากอาคารนั้นสามารถทัศนาทัศนียภาพแกรนด์แคนยอนได้ถนัดชัดเจน เป็นมุมที่ดีที่สุดมุมหนึ่งครับ



จากการพูดคุยกับเจ้าของกิจการทราบว่าต้องมีการปรับปรุงอะไรอีกหลายส่วน เช่น กติกาการลงเล่นน้ำ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเอง และประมาณปลายปีหรือต้นปีหน้าทางเจ้าของโครงการจะเปิดบ้านพักขึ้นมาประมาณ 10-15 หลังเพื่อตอบสนองอารมณ์และความสะดวกสบายของนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ

หากเป็นไปตามที่คิดหวัง บ้านพักบางส่วนอาจกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่ต้องจับตามอง คือรูปลักษณ์สถาปัตยกรรมดังกล่าวยังไม่มีในเมืองไทย ตอนนี้เจ้าของขออุบไว้ก่อน (ไว้มีความคืบหน้าอย่างไรจะนำมาเสนอโดยพลัน)



แกรนด์แคนยอน ตั้งอยู่ที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่