วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

ภูสวนทรายในสายหมอก (16 เฟรม)


จุดกางเต็นท์บนภูสวนทราย

ย้อนกลับไปสู่วัยเยาว์ หนุ่มน้อยหน้าใสผู้หลงใหลการเดินทางตั้งแต่เด็กออกอุบายให้แม่ฟัง เขาบอกแม่ว่า “อาทิตย์หน้าต้องไปเข้าค่ายลูกเสือกับทางโรงเรียน” ซึ่งความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เขาโกหกแม่ด้วยการแบกเป้ตามเพื่อนรุ่นพี่ไปภูกระดึง ภูลูกหนึ่งที่นักเดินทางมุ่งหวังไปให้ถึง และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาก้าวเท้าออกจากบ้านเพื่อตามหาภูสวยใต้ผืนฟ้าเมืองเลย

จากวันนั้นเขาเติบใหญ่ ชีวิตปรับเปลี่ยนไปตามบทวิถี สุดท้ายได้เดินทางในสายงานถ่ายภาพ บันทึกความงามธรรมชาติ ปัจจุบันเขายังเข้าออกเมืองเลยราวเมืองนี้เป็นบ้านเกิด นอกจากภูกระดึงที่หลงใหลยังโยงใยไปถึงภูหลวง ภูเรือ ภูป่าเปราะ ภูทอก ภูบ่บิด เลาะเรื่อยไปเกือบทุกภูที่อยู่ในอ้อมกอดเมืองเลย

ครั้งหนึ่ง เขาเดินเดี่ยวเปลี่ยวเปล่าอยู่กลางป่าภูเรือ วันนั้นฝนตกหนัก ไม่มีนักท่องเที่ยวเลยแม้คนเดียว เขาลุยป่าฝ่าฝนไปตามเส้นทางฉ่ำชื้นลื่นแฉะ ช่วงหนึ่งลงไปถ่ายภาพกลางธารน้ำ เกิดผิดพลาดล้มลงทั้งคนทั้งกล้อง คนไปทางหนึ่ง ขาตั้งกล้องกับกล้องอยู่อีกทางหนึ่ง จากนั้นต้องเดิน เดินและเดิน เดินไปพบทางขาด เดินหลงป่า กว่าจะออกมาได้เล่นเอาเหนื่อย แต่เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ถดท้อแม้แต่น้อยหากมันกลายเป็นประสบการณ์ที่ต้องจดจำ จำเพื่อระลึกถึง จำเพื่อวันหนึ่งจะกลับไป ใช่! เขากลับไปอีกหลายครั้ง จนบางคราวถูกต้องสงสัยว่าเมืองเลยมีอะไรทำไมไปบ่อย ทุกครั้งที่ถูกถามเขาได้แต่ยิ้มแล้วตอบสั้นๆ ว่า “สวยดี”


วันนี้เขาออกเดินเท้าก้าวเดินทางมุ่งสู่อำเภอนาแห้ว เพื่อค้างแรมที่อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย ภูที่เขายังไปไม่ถึงจึงต้องตามหา จึงต้องมา จึงต้องสัมผัส


น้ำตกช้างตก


ถนนหลวงจากเมืองเลยคดโค้งไปตามสภาพภูมิประเทศแบบขุนเขา ผ่านอำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และเข้าสู่อำเภอนาแห้ว อำเภอแห่งขุนเขาริมชายแดนไทยลาว บริเวณนี้มีแค่แม่น้ำเหืองสายเล็กแบ่งเขตให้ประเทศหนึ่งแยกออกจากประเทศหนึ่ง ทั้งๆ ที่มันควรเป็นหนึ่งเดียวกัน


หมอกฝนบนขุนเขา ระหว่างทางเดินป่าภูสวนทราย


ณ ภูสวนทราย ถึงที่หมายกล่าวทักทายผู้คุมกฎที่เราเรียกว่า “หัวหน้า” (หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสวนทราย) จากนั้นพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอจึงออกเดินทาง (ย้อนกลับ) ไปบันทึกภาพน้ำตกขนาดเล็กคือน้ำตกช้างตก ต่อด้วยถ่ายภาพเงาอาทิตย์สุดท้ายที่ภูขาด แต่ดวงไม่ดีนัก สายฝนอันเป็นที่รักกลางเดือนธันวาล่วงหล่นลงมาเป็นม่านสาย สนธยาสุดท้ายจึงไม่ได้สนทนากับดวงตะวันเลยซักนิด ได้เห็นแค่เมฆหนาท่ามกลางสายลมเหยียบเย็น มีแสงส่องสาดผาดผ่านหมู่เมฆเป็นระยะ ไม่แน่ใจว่าดวงตะวันกับจันทร์ดาราในเย็นย่ำค่ำนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าไม่ได้อาทิตย์กลมโตขอให้ได้สนธนยาฟ้าสีสวย ถ้าไม่ได้ดาวตกขอให้ได้ดาวพราวฟ้า แต่ใครจะรู้ การเดินทางท่องเที่ยวธรรมชาติมิอาจคาดเดา หลายครั้งเวลาเคลื่อนไปไม่กี่นาทีบรรยากาศก็แตกต่างแล้ว การถ่ายภาพด้วยกล้องกับบันทึกความทรงจำด้วยดวงตาและความรู้สึกจึงต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางคราวใครบางคนได้ฟ้าสีสวย คนบางใครได้หมอกหม่น บางคนไม่ได้อะไรเลย หรือบางใครได้เกี่ยวเรียวรุ้งเหนือทุ่งกว้าง นั่นคือเสน่ห์ นั่นคือมนต์ คนไม่สัมผัสไม่มีทางรู้ คนไม่เคยดูมักไม่เข้าใจ บางคนบ่น บางคนด่า บางคนถามหาสิ่งที่เคยเห็นในรูปภาพตามนิตยสาร ความจริงใครคนนั้นไม่รู้ว่าสิ่งแตกต่างที่เขาได้รับคือรางวัลหาใช่สิ่งเลวร้าย ผมเคยติดอยู่ในม่านฝน เคยล่วงหล่นในธารเศร้า เคยนั่งเหงาอยู่ในป่าชื้นเพียงลำพัง ภายหลังกลับกลายเป็นเรื่องราวเล่าขานให้ลูกหลานฟัง ผมเดินทางมาไกล ไกลพอเข้าใจธรรมชาติและให้อภัยตัวเอง การได้เห็นปรากฏการณ์หนึ่งถือว่าเป็นบุญ ถือเป็นทุนในการเดินทางท่องเที่ยวต่อไป เหมือนค่ำคืนนี้แม้ไม่ได้ดาวซักดวงอยู่ในมือก็ไม่ยึดถือไม่เป็นไร ในเมื่อลมหายใจยังอยู่ พรุ่งนี้มีทางสว่างเสมอ


เห็ดป่าบนขอนไม้เก่ากลางป่าภูสวนทราย


กระโถนฤาษี ไม้หายากพบบนภูสวนทราย

อย่าร้องไห้ถ้าภูเขายังมีป่า
ไม่ไร้ค่าถ้าดอกหญ้ายังเอนไหว
ยังยิ้มได้หากแสงดาวยังแกว่งไกว
บอกหัวใจให้ออกเดินเพลินพนา


ลานเฟิร์นริมผาบนภูสวนทราย มองเห็นเทือกเขาแดนลาวอยู่ด้านหลัง


บังเกอร์เก่าของทหารในยุคไทยสู้รบกับลาวบนภูสวนทราย

รุ่งเช้าความเหน็บหนาวยังยึดอยู่ ม่านน้ำฝนปะปนศรัทธาเดินเคียงคู่กันตลอดคืน หนักบ้างเบาบ้างไม่ร้างเสียทีเดียว คนเดินป่าไม่กลัวป่า ลำธาราไม่กลัวฝน เมื่อมาถึงถิ่นก็ต้องบินให้ถึงฝั่ง แม้ทางเดินจะลำบากกว่าปกติก็ต้องไป ก่อนแกว่งเท้าก้าวขึ้นเนิน “ต้น” ป่าไม้หนุ่มบอกว่า “ต้องเดินขึ้นเนินเขาสูงชัน ผ่านป่าไผ่ เหยียดขึ้นไปจนถึงสันเขา ระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร แล้วเดินบนทางราบป่ารกไปอีก 4 กิโลเมตรจึงถึงที่หมาย ซึ่งถูกเรียกว่า “เนิน 1408” เนินแห่งนี้เป็นฐานทหารเก่าในคราวไทยรบลาว ลาวรบไทย ส่วนช่วงสุดท้ายเดินลงเขาอีก 3 กิโลเมตรเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ ระหว่างทางเราอาจได้พบกระโถนฤาษีดอกไม้กินแมลงรูปร่างงามประหลาด” ผู้มาเยือนพยักหน้าเข้าใจ ไม่ถามอะไรมากไปกว่านั้น 

                       

                                                         ทุ่งหญ้าเริงระบำบริเวณที่ราบตีนภู

ฝนบางๆ กับเส้นทางสูงชันทำให้อากาศเย็นยามนี้เหน็บหนาวร้าวถึงกระดูก หนาวทั้งอากาศในผืนป่า หนาวทั้งน้ำจากฟ้าที่ปะพรมลงมาไม่ขาดสาย สวมเสื้อกันหนาวหนากับเสื้อร่มกันฝนแนบกระชับร่าง หลังแบกเป้ไหล่แบกกล้องพร้อมเดินดง ก้าวเท้าไปบนทางชุ่ม ใจระรื่นไปกับทางชื้น อีกไม่นานคงรู้ว่าอากาศบนภูเย็นยะเยือกเพียงใด


แปลงสตรอเบอร์รี่บริเวณที่ราบตีนภู



ดอกหญ้ากับแสงเช้าที่ภูผาหมวก

ตลอดระยะทาง 1+4 กิโลเมตรได้พบเจอพันธุ์ไม้ดอก ไม้ใบ ไม้เลื้อยไม้คลุมดินมากมายหลายชนิดรวมทั้งเจ้าดอกกระโถนฤาษีด้วย ส่วนสิ่งที่สร้างรอยประทับใจคือบรรยากาศโดยรวมของผืนป่า ป่าที่ถูกหมอกฝนปกคลุมจนขาวโพลนไปหมด งดงามราวภาพฝัน หยาดน้ำจากสรวงสวรรค์ทำให้ป่างามเช่นนี้ นี่คือรางวัลอันเหมาะสม ผมไม่แน่ใจว่าเดินไพรในฤดูอื่นจะได้เห็นภาพอย่างนี้หรือไม่ ยกเว้นต้องย้อนมาย้อนไป เอาให้รู้ดูให้ละเอียดว่าแต่ละฤดูแตกต่างกันอย่างไร

สำหรับเนิน 1408 มีลักษณะเป็นผากว้าง พื้นราบริมผาปกคลุมด้วยใบเฟิร์น มีร่องรอยบังเกอร์เก่าของทหารถูกปกคลุมด้วยมอส เฟิร์นและดอกหญ้าบางชนิด ขณะยืนอยู่บนเนินมองเห็นขุนเขาทอดตัวเรียงรายสลับซับซ้อนกั้นเขตไทย-ลาวตรงบ้านน้ำผักของไทยกับบ้านแตน แขวงไชยบุรี ของลาว


อาทิตย์เช้าเหนือสันเขาภูเรือ บันทึกภาพที่ภูผาหมวก


ตอนขึ้นมาถึงเนิน 1408 เม็ดฝนหยุดโปรยปรายเหลือเพียงสายลมหนาวจากฝั่งลาวพัดผ่านมา จากหนาวฝนผ่อนปรนเป็นลมหนาว หนาวเพียงไรยังทนไหว ยังทนได้เพราะมีหัวใจอุ่นๆ ยืนโต้กับสายลมจากขอบฟ้าไกล ส่วนระยะทาง 3 กิโลเมตรหลังเดินง่าย เดินลงเขา แต่ผู้ที่มีปัญหาเรื่องหัวเข่าอาจไม่พึงปรารถนาเพราะหลายช่วงเป็นทางลงเขาที่ลาดชันมาก

ลงจากป่าล่าถอยออกจากภูสวนทรายลงมาสู่พื้นราบด้านล่าง เราได้พบแปลงสตรอเบอร์รี พบทุ่งหญ้าเริงระบำกับสายลม และได้พบรอยยิ้มพิมพ์ใจจากชาวบ้าน นับเป็นมิตรไมตรีที่ดีเยี่ยมทำให้ลืมเรื่องเข่าล้าจากการลงเขาได้ชั่วคราว

จุดมุ่งหมายต่อไปในวันรุ่งคือทัศนียภาพเมืองนาแห้วในมุมสูง ไปเก็บเกี่ยวภาพดวงตะวันในยามเช้า เก็บงำเรื่องราวให้มากที่สุดเท่าที่ความสามารถพึงมี ส่วนราตรีอันเหน็บหนาวในค่ำคืนที่สองยังคงครองตนอยู่ในเขตนาแห้วกับรีสอร์ตเรียบง่ายใกล้ๆ ภูผาหมวก


ทัศนียภาพเมืองนาแห้วกับขุนเขาฝั่งลาว บันทึกภาพที่ภูผาหมวก

รุ่งเช้า ฟ้ายังไม่สาง เราเดินทางสู่ภูผาหมวกด้วยการเดินเท้ากับระยะทางสั้นๆ เพียง 1.5 กิโลเมตร ขึ้นไปเฝ้ารอดวงอาทิตย์ทอดใยในเช้าวันใหม่

ไม่นานเกินรอ ตะวันกลมโตสีส้มทองทอแสงเหนือสันเขาภูเรือ แม้มันอยู่ไกลแต่ใยงามตามธรรมชาติทักทอให้นักเดินทางมองเห็นได้ชัดเจน นอกจากนั้นมันยังแผ่รังสรลงไปถึงสายหมอกในหุบเขา สลายเงาสลัวจนป่าตรงหน้ากลายเป็นสีทองทั่วทั้งผืน


สายหมอกยามเช้าปกคลุมขุนเขา บันทึกภาพที่ภูผาหมวก


การเดินทางมาเยือนภูสวนทรายจบลงในยามสายที่ภูผาหมวก สิ่งที่ได้รับคือภาพงามของผืนป่า ความเหนื่อยล้าจากการเดินบนขุนเขา ได้พบเงาไม้มากมายสายเสน่ห์ ได้รู้ว่าป่าอีสานตอนเหนือ ณ นาแห้วนั้นอุดมสมบูรณ์เพียงไร ที่สำคัญ มันงามกว่าที่คิด มันสะกดจิตให้เราลุ่มหลงได้โดยไม่ยาก แม้ยามจากยังอาลัย แม้ลาไกลใจยังคิดถึง...ลาก่อนภูสวนทราย หากยังไม่ตายจะขึ้นมากางเต็นท์นอนดูดาว ชมชิมน้ำค้างหนาวในคืนข้างแรม


นักท่องเที่ยวกับสายหมอกแน่นหนาที่ภูขาด (ภูสวนทราย)

หมายเหตุ
- การเดินป่าภูสวนทรายในชาวงมีฝนควรสวมถุงกันทาก ทากที่นี่ไม่ธรรมดา อุดมดีทีเดียว
- ภูสวนทรายมีบ้านพักหลายหลัง แต่ละหลังเป็นบ้านขนาดใหญ่ รองรับนักท่องเที่ยวได้มากพอสมควร ส่วนลานกางเต็นท์มี 2 จุด คือบริเวณที่ทำการอุทยานฯ (ใกล้บ้านพัก) และบริเวณลานเฟิร์นบนสันเขา
- ภาพและเรื่องบางส่วนถูกตีพิมพ์ในนิตยสารหนีกรุงไปปรุงฝัน ฉบับประจำเดือนมกราคม 2559

ขอบคุณ
- เพื่อนร่วมทาง
- หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสวนทราย
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดเลย

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ตะกั่วป่า เมืองเก่าเล่าเรื่อง (23เฟรม)


โรงเรียนเต้าหมิง เป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนแต่ปิดไปหลายปีแล้ว 
ตอนนี้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสายมหายาน โดยมีชาวไต้หวันมาเช่าทำ

หากเอ่ยถึงจังหวัดพังงานักท่องเที่ยวโดยทั่วไปคงคิดถึงท้องทะเล หาดทรายสายลม แหลมปะการังที่เขาหลัก หรือเลยเรื่อยไปในเวิ้งอ่าวที่ประกอบไปด้วยโถงถ้ำและเกาะแก่งน้อยใหญ่ ส่วนนักเดินนิยมไพรจะก้าวเท้าไปตามทางแคบเล็กรกเรื้อของผืนป่าในเขตอุทยานแห่งชาติศรีพังงา ป่าแห่งนี้มีขุนเขาเรียงรายทอดกายขนานกับทะเลอันดามัน มีพันธุ์ไม้ที่น่าสนใจมากมาย เช่น ดอกบัวผุด กล้วยไม้ตระกูลเอื้องและรองเท้านารี มีนกหลากหลายกว่า 130 สายพันธุ์ มีน้ำตกหลายแห่ง เช่น น้ำตกตำหนัง น้ำโตนไทร  


บ้านดี่ยว 2 ชั้น ของสกุล ณ นคร ยังคงสภาพที่ดีเยี่ยม งดงามมาก



ด้านขวาศาลเจ้าพ่อกวนอู โรงพระตลาดใต้ 
ส่วนอาคารตึกแถวที่เห็นในภาพเป็นอาคารรุ่นแรกๆ ของตะกั่วป่า



ร่องรอยกำแพงจวนผู้ว่าฯ 

ต้องบอกก่อนว่าพังงาเป็นเมืองเก่าแก่ดังนั้นจึงหลงเหลือสถาปัตยกรรมเอาไว้ให้เห็นทั้งบ้านเรือน วัดวาอาราม ศาลเจ้าชาวจีน รวมถึงมัสยิดของคนไทยมุสลิม เรียกว่ามีความหลากทางชาติพันธุ์และสถาปัตยกรรมคงไม่ผิด ส่วนเมืองที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มากที่สุดของพังงาคงหนีไม่พ้นเมืองตะโกลาหรือเมืองตะกั่วป่าที่รู้จักกันในปัจจุบัน


อุโบสถวัดเสนานุชรังสรรค์ มีลักษณะตัดทอนงานวิจิตรออกไป 
คล้ายคลึงงานสถาปัตยกรรมเชิงศาสนาในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ปรากฏในกรุงเทพมหานคร



ตู้พระธรรมลายรดน้ำกับกลุ่มพระประธานภายในอุโบสถวัดเสนานุชรังสรรค์




เหมืองบุญสูงในปัจจุบัน

ชื่อเมืองตะโกลาเป็นชื่อเก่าสันนิษฐานได้หลายทางแต่ที่ชัดๆ น่าจะมาจาก “โกลา” ที่แปลว่าเมืองท่าส่วนคำนำหน้าคือ “ตะ” นั้นเป็นคำวิเศษของคนใต้สายพังงาที่มักใช้คำนี้ในบางประโยค เช่น ไปต๊ะบ้าน ต๊ะสวน ไปต๊ะ…(โน่นนั่นนี่) จะเรียกว่าเป็นคำสร้อยหรือคำที่ใช้ติดปากคงไม่ผิดไปจากความหมายมากนัก ในเวลาต่อมาชื่อตะโกลากลายหรือเพี้ยนมาเป็นตะกั่วป่าในภายหลัง แต่ไม่ว่าจะใช้ชื่ออะไรคนตะกั่วป่าในปัจจุบันยืนยันอยากให้คนเดินทางหรือนักท่องเที่ยวเรียก “ตะกั่วป่า” มากกว่า “ตะโกลา”


สมาชิกส่วนหนึ่งในชมรมบาบ๋าอันดามัน (ลูกหลานชาวจีนเชื้อสายปีนัง ที่ตะกั่วป่า)

ตะกั่วป่าในอดีตเจริญรุ่งเรืองมาก มีฐานะเป็นจังหวัด (ก่อนพังงา) เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเมืองนี้เต็มไปด้วยเหมืองแร่ดีบุก เมืองจึงคึกคักไปด้วยผู้คนจำนวนมาก ทั้งคนไทยพื้นถิ่น คนจีนจากปีนัง คนยุโรป (อังกฤษ) คนเหล่านี้เข้ามามีบทบาทในการทำเหมืองขนาดใหญ่




รูปแบบอาคารเก่าตะกั่วป่าถูกดูแลไว้เป็นอย่างดี เป็นอาคารที่ยังมีชีวิต หมายความว่ายังมีคนอยู่อาศัย


งานสถาปัตยกรรมในเมืองแห่งนี้มีการผสมผสานระหว่างอาคารแบบยุโรปกับช่างจีน โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่ชอบเรียกอาคารเหล่านี้ว่าเป็น “สไตล์ชิโนโปรตุกีส” ซึ่งไม่ถูกต้องนัก คือในยุคทำเหมืองแร่ (ช่วงรัชสมัย ร.7) ไม่ปรากฏหลักฐานว่าคนโปรตุเกสเข้ามามีส่วนร่วมใดๆ ในกิจการเหมืองแร่ ถ้าจะเรียกว่าเป็นแบบเฟร้นโคโลเนียลหรือบริติสสไตล์อะไรทำนองนี้น่าจะใกล้เคียงกว่า กรรมการชุมชนท่านหนึ่งซึ่งเป็นสถาปนิกบอกว่าเรียก “นี โอคลาสิค” ก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าช่างที่สร้างอาคารบ้านเรือนนั้นส่วนหนึ่งเป็นคนจีนดังนั้นจึงมีความเป็นจีนผสมเข้าไปในงานเหล่านี้ด้วย



นอกจากอาคารร้านค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาคารคอนกรีตสองชั้น ยังมีอาคารที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น บ้านเดี่ยวสองชั้นของสกุล ณ นคร รวมถึงวัดวาอารามต่างๆ เช่น วัดเสนานุชรังสรรค์ และศาลเจ้าพ่อกวนอู โรงพระตลาดใต้



ผู้ที่เคยไปเที่ยวมาตะกั่วป่าต่างทราบดีว่าเมืองนี้เงียบสงบ สถาปัตยกรรมบ้านเก่าน่าสนใจ ชีวิตในช่วงเช้าที่ตลาดสดเป็นช่วงที่คึกคักที่สุด ส่วนวันที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนมากที่สุดเป็นวันอาทิตย์เนื่องจากเป็นวันที่เขาปิดถนนในช่วงเย็น ทำเป็นถนนคนเดิน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นฝรั่งต่างชาติเดินทางมาจากเขาหลักและพื้นที่ใกล้เคียง


"ฮัวหลอง" ร้านซ่อมและขายนาฬิกากับร้านของชำเป็นส่วนหนึ่งที่บ่งชี้ว่าชุมชนแห่งนี้
ยังใช้ชีวิตไปตามบทวิถีเดิมๆ



ร้านดวงพรเป็นร้านขายผ้าถุงและเป็นร้านมากฝีมือในการตัดเย็บเสื้อ (ต้องรอคิวกันนานหลายเดือน)

ชาวเมือวงเก่าตะกั่วป่าช่วงนี้ได้ร่วมมือกับหน่วยงานราชการหลายหน่วยจัดงานประจำปีขึ้นมา เช่น เทศบาลเมืองตะกั่วป่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา (ททท.) เชิญชวนมาท่องเที่ยววิถีไทยไปกับวิถีชีวิตชุมชนคนตะกั่วป่า ประจำ ปี 2559 ระหว่างวันที่ 19 - 21 กุมภาพันธ์ 2559 บริเวณถนนอุดมธารา อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา 




งานเพ้นท์พื้นผนัง หนึ่งในสตรีทอาร์ตหรือถนนศิลปะที่ชาวเมืองเก่าเพิ่มเติมให้มีสีสันมากขึ้น

งานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนตะกั่วป่าที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ส่งเสริมวิถีชีวิตดั้งเดิมให้เป็นมรดกสืบทอดทางวัฒนธรรมเพื่อเป็นรากฐานเสริมความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมท้องถิ่นและอาหารพื้นเมืองของเมืองตะกั่วป่าให้เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติมากยิ่งขึ้น (ปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2)


สะพานเหล็กทอดข้ามที่ลุ่มไปสู่เหมืองแร่เก่า สัญญลักษณ์หนึ่งของเมืองเก่าตะกั่วป่า

สำหรับผม ต้องบอกตรงๆ ว่าชอบเมืองเก่าตะกั่วป่า ที่ชอบมีเหตุผลไม่มาก คือชอบสถาปัตยกรรม ชอบอาหาร (ที่ตลาดเช้า) ชอบนิสัยบางอย่างของคนที่นี่ คือห้วนๆ แต่จริงใจ ใครไม่เคยไปอยากให้ไป ใครเคยไปแล้วถ้ามีโอกาสลองไปอีก ผมเชื่อว่าไปเพียงครั้งเดียวอาจไม่พอต่อการศึกษาเมืองนี้ครับ



หมายเหตุ
-                   นักท่องเที่ยวท่านใดที่สนใจสามารถโทรสอบถามรายละเอียดได้ที่ชุมชนตลาดใหญ่ ตะกั่วป่า  เบอร์โทร  088-5354519
-                   ตะกั่วป่ามีประเพณีถือศีลกินผักที่ยิ่งใหญ่และน่าทึ่งคล้ายที่จ.ตรังและจ.ภูเก็ต แต่มีรายละเอียดแตกต่างกันออกไปตามความเชื่อที่ปฏิบัติสืบมา
                   ตอนหน้าจะพาไปชิมอาหารอร่อยๆ ในเมืองเก่าตะกั่วป่าครับ


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ amazing thailand logoขอขอบคุณ

-                   ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา (ททท.) สนับสนุนการเดินทางบันทึกภาพในครั้งนี้

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เรื่องราวไร้สาระ เรื่องสั้นๆ ในวันป่วยแปลก





เส้นทางสายเปลี่ยว ค่ำคืนว่างเปล่า มีเงาเหงาเดินย้อนแสงไฟเหลืองนวลผ่านพ้นบานประตูสีแดงส้ม จากตีสอง สาม สี่ และตีห้า มีคนเข้ามามิขาดสาย

ในนั้นมืดกว่าภายนอก สว่างกว่าภายใน (ใจ) ทุกคนล้วนมาจากแหล่งมืดดำเท่าๆ กัน มาจากตีนสวรรค์อันเท่าเทียม

ที่นี่มีจุดประสงค์เพื่อเป็นบ้านพักใจ เป็นบ้านพักใจของใครทุกคน โดยเฉพาะคนที่มาจากเด็กเสิร์พ สาวกร้านจากราวเหล็กอะโกโก้ เกย์เฒ่า หมูเหล่าทวยกะเทย หรือเลยไปถึงกระหรี่จากซ่องหรูรัชดา ยกเว้นโจรจี้ปล้นกับคนเลวที่ชอบเอาเปรียบเหยียบย่ำหัวใจคนอื่น

พวกเขาเซมาจากร้าน กร้านมาจากแหล่งโลกีย์ ในหลายชั่วโมงที่ยืนหยัดอยู่บนเส้นทางโสมมพวกเขาถูกกดขี่ข่มขืนใจ ต้องทำอะไรๆ ที่ฝืนความเป็นคน ต้องทนต่อสภาพบีบคั้นหัวใจตัวเอง

พวกเขามาจากหลายที่ มีชีวิตเติบโตมาหลายจากถิ่น กัดถีบเพื่อหากิน  ช่วงทำงานต้องตวัดลิ้นเพื่อเอาตัวรอด

เขามาที่นี่เพราะมันคือบ้าน บ้านที่มีแต่พี่น้อง มีทั้งเสียงร้องไห้ มีทั้งเสียงหัวเราะ แต่ไร้เสียงเหยียดเยาะเย้ยหยัน ต่างคนต่างให้กำลังใจกันและกัน ต่างมอบพลังปลุกปลอบรอบให้ขวัญเพื่อให้เพื่อนต่อสู้ในวันพรุ่ง วันรุ่งที่พวกเขาไม่อยากให้มาถึง

บ้านหลังนี้เป็นที่สลายทุกข์ ปลุกปั้นความสุขด้วยการดูแลกันและกัน หลายคนพบรัก หลายคนปักใจหอบหิ้วไปมีลูกปลูกหลาน หลายคนรักที่จะมีเพื่อน บางคู่กลายเป็นพี่น้องดูแลกันยามเจ็บจนปนไข้ ใครตกงานช่วยฝากงาน ใครไร้บ้านช่วยกันหาที่ให้อยู่ ดูแลเท่าที่ทำได้ อดมื้อกินมื้อจะเป็นอะไรไป ในเมื่ออยู่ในวิถีเดียวกัน

จากตีสองถึงฟ้าวันใหม่ไม่มีใครไม่สุข แม้ไม่หมดทุกข์ก็ผ่อนร้าวบรรเทา พอถึงเช้าพวกเขาแยกย้ายไปตามบาทวิถี แบกเป้ความหวังดีของผองเพื่อนไปกับหัวใจเปลี่ยวเหงา เขาต้องรีบนอน ต้องพักผ่อนเพื่อขายแรงงานในเย็นย่ำค่ำวันใหม่ ชีวิตในเมืองฟ้าไม่มีอะไรมากไปกว่านี้  

วันหนึ่งเกิดเหตุและจบเหตุ เจ้าหน้าที่บุกเข้ามาจับ แจ้งว่าผับเปิดเกินเวลา พวกเขาช่วยกันอธิบายว่าที่นี่เป็นบ้าน เป็นสถานที่พบปะ ไม่ใช่ผับขยะตามที่เข้าใจ

ตำรวจหัวเราะ เยาะเย้ยเริงร่า อ้างว่าผิดกฎหมาย ผิดกฎหมาย และผิดกฎหมาย   พวกเขาถูกจับ ปรับเป็นเงินมากมาย ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครเหลียวแล

นักข่าวหัวเห็ดเด็ดดอกเป็นข่าวใหญ่โต แอบไปเม้าท์โม้ว่าทลายแหล่งซ่องสุมกลุ่มวัยรุ่น ถุย ถุย นักข่าว

ตำรวจแถลงข่าว เอายาไอซ์มาโชว์ โถๆ ท่าน พวกฉันจะเอาเงินมาจากไหนซื้ออีไอซ์ แค่ยาแก้ไอในวันป่วยไข้มีได้ก็บุญแล้ว ถุย ถุย

คนอย่างพวกเขาจะทำอะไรได้ จำต้องแยกย้ายกันไป หวังว่าวันใหม่จะมีบ้านให้พักมีรักให้กอดเหมือนวันเก่าๆ หวังให้มีที่ๆ เราได้ปรับทุกข์ก่อสุข หวังให้มีที่ๆ เป็นของเรา หวังว่าเงาความสุขจะกลับมาเยือน...เลือนก่อนนะคอนคนบาป


วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แม่แจ่ม วัดวาอาราม (25 เฟรม)


งานแกะสลักหน้าบันวัดยางหลวง งดงามวิจิตรบรรจง

การไปเยือนแม่แจ่มหลายครั้งในรอบหลายเดือนที่ผ่านมาทำให้มีโอกาสกราบไหว้บูชาองค์พระพุทธปฏิมาตามวัดต่างๆ ในตัวเมืองแม่แจ่ม ครั้งหลังสุดเพิ่งไปสัมผัสประเพณีจุลกฐินจึงได้พบม่านประเพณีที่งดงามตามวัฒนธรรมที่สืบมาแต่หนหลัง


องค์เจดีย์กับอุโบสถวัดทัพ

ลองไปดูกันว่าวัดทัพ วัดยางหลวง วัดป่าแดดและวัดพระพุทธเอ้น มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจอย่างไร พุทธศิลป์ในหลายแขนงไม่ว่าจะเป็นงานปั้น แกะสลัก จิตรกรรม สถาปัตยกรรมและปฏิมากรรมนั้นมีความวิไลในฝีมือเชิงช่างมากน้อยขนาดไหน


ชาวบ้านช่วยกันทอผ้าจุลกฐิน วัดทัพ



เทศนาในอุโบสถวัดทัพ (คืนก่อนงานจุลกฐิน)



ผ้ากฐินที่ชาวบ้านช่วยกันทอ+เย็บ+ย้อม เสร็จในคืนเดียว



ขบวนแห่จุลกฐินวัดทัพ

วัดทัพ ก่อนงานแห่กฐินหนึ่งวัน ชาวบ้านมารวมตัวกันที่วัด ผู้หญิงมาปั่นฝ้าย ทอผ้า ย้อมผ้าให้เสร็จในคืนเดียว พอรุ่งเช้าทำการแห่แหน เป็นพิธีกรรมทางศาสนา ผู้เฒ่าผู้แก่ แม่บ้านพ่อบ้าน ลูกเด็กเล็กแดง แสดงความศรัทธาด้วยการมาร่วมงานบุญ (หมู่บ้านใกล้เคียงมาร่วมด้วย) สิ่งที่แอบปลื้มใจคือผู้หญิงทุกคนไม่ว่าสาวหรือแก่ แม่หรือลูก ล้วนใส่ผ้าซิ่นมาร่วมงาน แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันเป็นที่เคารพซึ่งยึดโยงมาถึงปัจจุบัน ที่สำคัญผ้าซิ่นแม่แจ่มนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องฝ้ายตีนจก คนที่มาร่วมงานนอกจากได้ร่วมบุญร่วมกุศลยังมีโอกาสได้ชมผ้างามนามซิ่นตีนจกแม่แจ่มด้วย


ซิ่นตีนจก สุดยอดหัตถกรรมงานฝีมือของคนแม่แจ่ม



หอไตรและอุโบสถวัดป่าแดด


วัดป่าแดดเป็นวัดขนาดเล็กโอบล้อมด้วยนาข้าวเขียวขจี สิ่งที่น่าสนใจคือหอไตรโบราณ องค์ประประธานในโบสถ์และจิตกรรมฝาผนัง


พระประธานในอุโบสถวัดป่าแดด


โดยปกติหอไตรในวัดเก่าจะเป็นไม้ทรงสูงทว่าหอไตรของวัดป่าแดดกลับเป็นปูนกว้างแต่ไม่สูง ด้านหน้ามีรูปปั้นรูปเทวดาแทนที่จะเป็นสิงห์หรือพญานาค


หอไตรวัดป่าแดด



ปูนปั้นรูปเทวดากับงานเขียนสีบริเวณประตูหอไตร วัดป่าแดด


อุโบสถมีสิ่งที่น่าสนใจประกอบกันหลายส่วน จากจุดแรกคือบานหน้าต่างอุโบสถเป็นบานหน้าต่างเรียบๆ ไม่เหมือนวัดล้านนาแต่คล้ายคลึงวัดเก่าในแดนดินถิ่นอีสานมากกว่า ส่วนการใช้สีเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน คือปรากฏว่าโทนสีที่ใช้เป็นโทนฟ้า-น้ำเงินที่อีสานนิยมใช้ ผมชอบวัดนี้ตรงที่มีความแปลกที่แตกต่างและคงต้องค้นหารายละเอียดต่อไป


จิตรกรรมฝาผนังวัดป่าแดด



เจดีย์องค์ใหม่ วัดป่าแดด



ทัศนียภาพบันไดทางเดินขึ้นไปสู่ลานอุโบสถวัดพุทธเอ้น

วัดพุทธเอ้นเป็นวัดเก่าแก่ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ อุดมในที่นี้หมายถึงมีบ่อน้ำผุดขึ้นมาจากใต้ดินให้คนได้ดื่มกินมาแต่โบราณกาล ปัจจุบันชาวบ้านในเมืองแม่แจ่มอาศัยดื่มน้ำจากวัดนี้ คือชาวบ้านจะนำภาชนะมากรอกน้ำเอาไปไว้ใช้ดื่มที่บ้าน บางคนขนขวดหรือภาชนะมาเต็มคันรถเรียกว่ามาทีเดียวเอากันให้คุ้มจะได้ไม่ต้องมากรอกกันบ่อยๆ น้ำนี้ถูกพิสูจน์ทราบจากนักธรณีแล้วว่าเป็นน้ำสะอาดบริสุทธิ์ สามารถนำไปดื่มได้เพราะผ่านการกรองจากชั้นดินชั้นหินมาเป็นอย่างดี ที่สำคัญน้ำบ่อนี้ไหลตลาดปีไม่เคยเหือดหาย ไม่น่าแปลกใจครับหากน้ำดื่มในร้านสะดวกซื้อมียอดขายไม่ดีเท่าที่ควร 


โบสถ์กลางน้ำวัดพุทธเอ้น


นอกจากเรื่องน้ำและพระพุทธประวัติสิ่งที่น่าสนใจคือปฏิมากรรมทางศาสนา เช่นโบสถ์กลางน้ำเป็นโบสถ์เก่ามีขนาดเล็กรวมถึงเจดีย์กับหอไตรก็งดงามเช่นกัน


ศาลาน้ำผุดวัดพุทธเอ้น มีชาวบ้านมากรอกน้ำกันทั้งวัน



องค์เจดีย์กับอุโบสถวัดพุทธเอ้น



หอไตรวัดพุทธเอ้น



อุโบสถวัดยางหลวง


วัดยางหลวงวัดนี้เป็นวัดที่มีขนาดเล็ก (กว่าทุกวัดที่กล่าวถึง) แต่วัดเล็กแห่งนี้กลับมีพุทธศิลป์ค่อนข้างสมบูรณ์ลงตัว เริ่มตั้งแต่อุโบสถเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนกึ่งตึกกึ่งไม้ ด้านหน้า (จั่ว) แกะสลักได้วิจิตรบรรจง ส่วนด้านในมีพระประธานอันงดงามด้วยพุทธศิลป์ มีประตูวัดเก่าซึ่งหมายความว่าโบสถ์แห่งนี้สร้างครอบทับประตูโบราณอีกทีหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีภาพวิหารจากด้านนอก (ผ่านรูหน้าต่าง) ทอดทาบลงบนพื้นโบสถ์เป็นที่น่าอัศจรรย์ของชาวบ้าน (เหมือนภาพพระธาตุลำปางหลวง) ซึ่งความจริงเป็นปรากฏการณ์ปกติเกิดจากการสะท้อนและหักเหของแสงครับ


พระประทานภายในอุโบสถวัดยางหลวง



ด้านหลังคือพระพุทธรูปกับประตูวัดโบราณ ภายในอุโบสถที่สร้างครอบไว้



วิหารวัดยางหลวง



พญานาคหน้าวิหารวัดยางหลวง


ที่กล่าวมาทั้งหมดคือสี่วัดที่ได้ไปสัมผัส ได้เรียนรู้ และได้ร่วมบุญ ซึ่งความจริงแม่แจ่มยังมีวัดอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกหลายสิบวัด ยังมีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ให้ชื่นชม บอกตัวเองว่าคงต้องหาโอกาสกลับมาเยือนและศึกษาสิ่งที่ดีงามในเมืองแม่แจ่มอีกครั้งหนึ่ง


ชาวบ้านเดินตัดคันนาไปร่วมงานบุญ


หมายเหตุ
งานจุลกฐินปีนี้ (2558) อำเภอแม่แจ่มจัดขึ้น 2 วัด คือวัดยางหลวงกับวัดทัพ
งานจุลกฐินวัดทัพเคยจัดแต่มีช่วงเว้นวรรค ล่าสุดเพิ่งกลับมาจัดได้ 5 ปี